สถานีคิดเลขที่ 12 : ปรับโครงสร้างภาษี

10.12.24 | 11:32 น.

ไปๆ มาๆ กรณีการปรับโครงสร้างภาษีกลายเป็นเรื่องที่ “เหมือนกับค้านแต่กลายเป็นสนับสนุน” ไปเสียแล้ว

กรณีที่ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดประเด็นอัตราภาษีนิติบุคคล ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา และภาษีมูลค่าเพิ่มว่า หลายประเทศมีการปรับเปลี่ยน

มีการยกตัวเลข 15 : 15 : 15 คือ ภาษีนิติบุคคล 15 เปอร์เซ็นต์ ภาษีรายได้บุคคลธรรมดา 15 เปอร์เซ็นต์ และภาษีมูลค่าเพิ่ม 15 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นมา

ปรากฏว่า กระแสข่าวที่ปะทุ คือ เรื่องภาษีแวตหรือภาษีมูลค่าเพิ่ม 15 เปอร์เซ็นต์ ก่อเกิดเป็นเสียงคัดค้านดังระงม

กระทั่ง นายกฯแพทองธาร ชินวัตร โพสต์ข้อความชี้แจงเพื่อตัดกระแส

Advertisement

“ดิฉันได้พูดคุยหารือในประเด็นดังกล่าวกับท่านรองนายกฯพิชัย ร่วมกับคณะที่ปรึกษานโยบายของนายกรัฐมนตรี เพื่อความชัดเจน

ดิฉันขอสรุป เพื่อชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน ดังนี้

1.ไม่มีการปรับแวตเป็น 15 เปอร์เซ็นต์

2.กระทรวงการคลังกำลังศึกษาการปรับโครงสร้างภาษี ซึ่งต้องมองทั้งระบบให้ครบทุกมิติและเป็นธรรม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

3.การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศอื่นๆ ใช้เวลาศึกษาและปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางประเทศใช้เวลาปรับเปลี่ยนกว่า 10 ปี

4.นโยบายของรัฐบาล คือการลดรายจ่ายของประชาชน ลดรายจ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐควบคู่ไปกับการหาโอกาสจากการสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน”

สรุปว่ารัฐบาลยังไม่มีการปรับภาษีแวต

หลังจากฝุ่นเริ่มจาง ได้ปรากฏเสียงอีกเสียงนั่นคือเสียงที่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษีแสดงความเห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างภาษี เพียงแต่อาจจะไม่ใช่ตัวเลข 15 : 15 : 15

อ่านมุมมองของฝ่ายวิชาการอย่าง นายสมชัย จิตสุชน ผอ.การวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ

ทีดีอาร์ไอ เขียนข้อเสนอทางเฟซบุ๊กส่วนตัว

สรุปว่า 1.ภาษีแวต ควรขึ้น แต่ค่อยเป็นค่อยไป เช่น ขึ้น 1 เปอร์เซ็นต์ก่อนแล้วหาจังหวะในอนาคตขึ้นทีละ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ประกาศล่วงหน้า

2.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่ควรเป็น Flat rate แม้จะมีข้อดีบางข้อ เช่น คำนวณภาษีง่าย แต่ข้อเสียมีมากกว่า คือไม่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ

3.ภาษีนิติบุคคล ถ้าจะลดเหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรยกเลิกสิทธิประโยชน์ BOI ไปด้วยจะได้แฟร์และดึงดูดการลงทุนอย่างทั่วถึง

รายละเอียดต่างๆ เชื่อว่าหลายคนคงได้อ่านกันแล้ว

ขณะที่ฟังอีกหลายเสียงก็ได้ยินมาว่า การปรับโครงสร้างภาษีนั้นมีการศึกษากันอย่างต่อเนื่อง และโครงสร้างภาษีจะเป็นตัวช่วยที่ดีตามที่นายกฯอิ๊งค์โพสต์ข้อความไว้

นั่นคือสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้

เพียงแต่รัฐบาลที่ผ่านๆ มา ยังไม่สามารถทำได้ เพราะมีเหตุปัจจัยหลากหลาย และมีคำถามอีกมากมายที่ข้องใจ จึงไม่ใช่ง่ายที่จะทำให้เกิดขึ้นจริง

แต่ถ้ารัฐบาลชุดนี้สามารถลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ แล้วผลักดันให้การปรับโครงสร้างภาษีของประเทศเกิดขึ้นได้

ถ้ารัฐบาลสามารถใช้โครงสร้างภาษีก่อประโยชน์ให้เกิดแก่ประชาชนและประเทศได้

และสามารถลดเหลื่อมล้ำและดึงดูดการลงทุนได้

ทำได้เช่นนั้น การปรับโครงสร้างภาษีจะกลายเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลชุดนี้ได้เหมือนกัน

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]