สถานีคิดเลขที่ 12 : กระพรวน‘แมว’
กาลครั้งหนึ่ง บรรดาหนูทั้งหลายเรียกประชุมเพื่อหารือแผนการที่จะปลดแอกตัวเองจากศัตรูตัวฉกาจของพวกมัน
นั่นคือเจ้าแมวเหมียว
อย่างน้อยที่สุด พวกมันก็อยากรู้ว่าเมื่อไรแมวจะมาเพื่อพวกมันจะได้มีเวลาหนีทัน
จริงๆ แล้วคือต้องทำอะไรสักอย่าง
เพราะพวกมันอยู่ภายใต้ความหวาดผวากรงเล็บแมวมาช้านาน
จนแทบไม่กล้าเสนอหน้าโผล่ออกมาจากรูเลยตลอดทั้งวันทั้งคืน
แผนการมากมายถูกยกขึ้นมาปรึกษาหารือกัน
แต่ไม่มีแผนการใดดีพอเลยสักแผนการเดียว
ท้ายที่สุด เจ้าหนูน้อยตัวหนึ่งก็ลุกขึ้นยืนและพูดว่า
“ข้ามีแผนที่ง่ายมากแต่รับรองว่าต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน ทั้งหมดที่เราต้องทำก็แค่หากระพรวนไปผูกไว้ที่คอแมว
เมื่อใดก็ตามที่เราได้ยินเสียงกระพรวน เราก็จะรู้ทันทีว่าศัตรูของเรากำลังจะมา”
หนูทุกตัวรู้สึกประหลาดใจมากที่พวกมันไม่ได้คิดถึงแผนนี้มาก่อนหน้านี้
ทว่าขณะกำลังปลื้มปีติกับโชคดีของพวกมันอยู่นั่นเอง
หนูชราตัวหนึ่งก็ยืนขึ้นและเอ่ยว่า
“ข้าคงต้องบอกว่าแผนของเจ้าหนูน้อยนั้นยอดเยี่ยมมาก
แต่ข้าขอถามสักคำหนึ่งเถิด ใครจะเป็นคนเอากระพรวนไปผูกคอแมว”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า :
การพูดว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างนั้นง่าย
แต่จะทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
(อ้างอิงจากเว็บไซต์ กัลยาณมิตรเพื่อนแท้สำหรับคุณ-https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=5066)
ยกนิทานอีสป มาให้อ่านกันทั้งดุ้น
อ่านแล้วใครจะยกไปเทียบเคียงกรณี ที่นายประยุทธ์ ศิริพานิชย์ จะออกกฎหมายรื้อ พ.ร.บ.กลาโหม ก็ไม่ว่ากัน
ว่ากันว่า การรื้อ พ.ร.บ.กลาโหม ประหนึ่งเหมือนการเอากระพรวนไปผูกคอ “เจ้าแมวเขียว” เพื่อป้องกันการรัฐประหาร
อย่างไรก็ตาม เมื่อเจอ “หนู” ที่ไม่ใช่หนูชรา แต่เป็นหนู “หล่อ” ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย
พร้อมโยนคำถาม ทำนองว่า อยากให้ “หนู” กลับไปทบทวนตนเองว่าเป็นหนูดีอยู่แล้วก็ไม่ต้องกลัวอะไร ความเป็นหนูดี จะช่วยคุ้มครองได้
นอกจากนี้ หากแมว จะตะปบหนู ก็คงห้ามยาก
เขียนกฎหมายป้องกันอย่างไร ก็คงห้ามไม่ได้
เจอการท้วงติงแบบนี้ คนเสนอก็ถอยกรูด
พร้อมข้อสรุปดื้อๆ ทำนองว่า การพูดว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อป้องกันการรัฐประหารนั้นง่าย
แต่จะทำได้จริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ซึ่งก็ (อาจ) จริงตามนั้น
แต่คำถามก็คือแล้วจะจำนนยอมรับสภาพนั้นหรือไม่
นี่คือสิ่งที่ควรพิจารณา
นักการเมือง อาจไม่ดีจริง มีการคอร์รัปชั่น บ้าอำนาจ
แต่กระนั้นเราก็ควรทำความเข้าใจ หรือยึดเป็นแนวทางร่วมกัน หรือมีระบบป้องกัน เตือนภัยว่า ปัญหาต่างๆ ควรจัดการตามระบบประชาธิปไตย ตั้งแต่เบาไปหาหนัก ถูกซักฟอก ถอดถอน ถูกดำเนินคดี ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งมีมากมาย
และอาจรวมถึงการชุมนุมขับไล่
ซึ่งบางทีอาจจะบานปลายเป็นความวุ่นวาย จลาจล จนมีการประกาศภาวะฉุกเฉิน หรือถึงขั้นประกาศกฎอัยการศึก เพื่อควบคุมสถานการณ์ ก็ได้
เพียงแต่ ต้องมีเงื่อนไข เมื่อทุกอย่างสงบหรืออยู่ในการควบคุม
ก็ “ต้อง” คืนอำนาจสู่องค์กรตามระบอบประชาธิปไตย
มิใช่รัฐประหาร หรือยึดอำนาจไปไว้ที่ใคร
การเมือง ควรแก้ด้วยการการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
มิใช่การให้อัศวินม้าขาวเข้ามาล้มโต๊ะและบริหารจัดการเอง
ซึ่งเราก็มีบทเรียนว่าการปฏิวัติ รัฐประหารโดยใครหรือคณะใด มิได้ทำให้ชาติก้าวหน้าแต่อย่างใด
ดังนั้นเราจึงไม่ควรเห็นดีเห็นงาม แบบนอกจากไม่แขวนกระพรวนแมวแล้ว ยังเชื้อเชิญให้ “แมว” เข้ามาอีกด้วย
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

