สถานีคิดเลขที่ 12 : คลื่นลมแรง

22.12.24 | 11:05 น.

สถานีคิดเลขที่12 : คลื่นลมแรง

26 ธันวาคม 2567 จะครบ 20 ปี เหตุการณ์สึนามิถล่มภาคใต้ไทยและหลายประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นมหาภัยพิบัติของโลกที่สร้างความเสียหายทั้งชีวิตผู้คนและทรัพย์สินมากมายมหาศาล

ถือเป็นสัญญาณเตือนมวลมนุษยชาติแรงๆ จาก “ธรรมชาติ” ว่าโลกที่กำลังป่วยไข้จากนานาปัญหาที่มนุษย์กระทำ จะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ภัยพิบัติต่างๆ ไม่ว่าแผ่นดินไหว ฝน แล้ง น้ำท่วม พายุ ฯลฯ นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

มนุษย์จึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ รับ มหาภัยพิบัติที่มนุษย์มีส่วนก่อทั้งทางตรงและอ้อม ให้ดี

Advertisement

ตอนที่เกิดสึนามิ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว นายทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ได้รับการชมเชยจากนานาชาติ ว่า บริหารจัดการวิกฤตได้ดี

ซึ่งการบริหารจัดการได้ดีดังกล่าวนั้น

ส่วนสำคัญหนึ่งมาจาก ความมีเสถียรภาพของรัฐบาล โดยเฉพาะนายกฯที่มีความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการนำ

ทำให้การแก้ไขวิกฤตเป็นเอกภาพ และไปในทิศทางเดียวกัน

ประเทศไทยจึงผ่านวิกฤตนั้นได้ดี

และนั่นจึงกลายเป็นโมเดล ทั้งในตอนนั้น จนมาถึงตอนนี้ ที่พรรคไทยรักไทยซึ่งกลายมาเป็นเพื่อไทยในปัจจุบัน ต้องการที่จะได้อำนาจทางการเมืองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อที่จะบริหารงานได้อย่างมีเอกภาพ

อย่างไรก็ตาม “โมเดล” ดังกล่าว ถูกบ่อนเซาะทำลายมาโดยตลอด ทั้งการยึดอำนาจ ทั้งการถูกนิติสงครามเล่นงาน

ทำให้พรรคเพื่อไทย ที่แม้วันนี้จะกลับมาเป็นพรรคแกนหลักในการจัดตั้งรัฐบาล

แต่ก็ไม่อาจเป็นรัฐบาลที่กุมเสียงข้างมากเด็ดขาด อย่างสมัย รัฐบาลไทยรักไทยได้

เป็นเพียงรัฐบาลผสม ที่ต้องพึ่งพิงพรรคการเมืองอื่น

แถมเป็นพรรคการเมืองที่เคยเป็นพรรคต่างขั้ว

ดังนั้น รัฐบาลปัจจุบันแม้จะดูมีเสถียรภาพ แต่พรรคแกนนำก็ไม่อาจดำรงความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้

ในหลายเรื่อง พรรคร่วมรัฐบาล ไม่ยอมล่มหัวจมท้าย

แถมยัง สงวนจุดต่างของตนเองเอาไว้ ทั้งโดยปิดลับและโดยเปิดเผย

ทำให้นโยบายเรือธง ที่พรรคเพื่อไทย ต้องการผลักดัน ไม่อาจเป็นจริง

การประชุมคณะรัฐมนตรี การประชุมสภา กลายเป็นเวทีแห่งการต่อรองอยู่ตลอดเวลา

ทำให้ รัฐบาลเพื่อไทย ที่เปลี่ยนนายกฯมา 2 คน ไม่อาจ ขับเคลื่อนได้เหมือนสมัย รัฐบาลไทยรักไทย โดยเฉพาะห้วงที่นายทักษิณ เป็นนายกฯ

จึงไม่น่าแปลกใจ ที่นายทักษิณ ซึ่งตอนนี้ หวนกลับมามีบทบาทอยู่สูง และมากด้วยบารมี จะส่งสัญญาณไปถึง พรรคร่วมรัฐบาล ให้ตระหนักถึง ความเป็นรัฐบาลเลือดสุพรรณ ที่มาด้วยกันไปด้วยกัน

รวมถึง ส่งคลื่น “ไม่พอใจ” แรงๆ ไปด้วยว่า หากไม่อยากร่วมให้ส่งใบลาออกมาด้วย

หลังจากที่ หลายพรรค โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและรวมไทยสร้างชาติ มีท่าที “เป็นอื่น” ในการลงมติสำคัญของคณะรัฐมนตรี

ถือเป็นปรากฏการณ์ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

เพราะสะท้อนความไม่เป็นเอกภาพชัดเจน

แต่ที่น่าสนใจกว่านั้น ก็คือ พรรคร่วม มิได้มีท่าทีหวาดเกรง อย่างในอดีต 

ตรงกันข้ามกลับแสดงจุดยืนของพรรคตนเอง ผ่านการโหวตการลงมติร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่ ส.ส.พรรคภูมิใจไทยลงมติสวนมติวิปรัฐบาล ขณะที่ 25 ส.ส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) และ 13 ส.ส.ประชาธิปัตย์ ล่องหน ไม่ร่วมประชุม โดยอ้างติดภารกิจ

ท่าทีเช่นนี้ สะท้อนภาวะ “ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน” อย่างแจ่มชัด

ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า ปรากฏการณ์นี้จะขยายตัวไปสู่วิกฤตการเมืองอย่างไร หรือไม่

แน่นอนตอนนี้ อาจไม่รุนแรงถึงขนาดสึนามิถล่มรัฐนาวา

แต่คลื่นลมการเมืองก็แรง จนไม่อาจวางใจอะไรได้

สุวพงศ์ จั่นฝังเพชร