สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘ไพบูลย์ วงษ์เทศ’

30.12.24 | 12:45 น.

“ไพบูลย์ วงษ์เทศ” กวี นักเขียน และนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญคนหนึ่ง เพิ่งอำลาจากโลกนี้ไปเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม

ผมมีโอกาสทำความรู้จักกับไพบูลย์เป็นครั้งแรกสุด (และน่าจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ได้พูดคุยกับเขาแบบยาวๆ) ในบริบทที่แปลกประหลาดอยู่พอสมควร

กล่าวคือ วันหนึ่งสมัยที่ตนเองเรียนหนังสืออยู่ชั้น ป.1 ไม่ก็ ป.2 จู่ๆ ผมก็ถูกเรียกตัวไปที่ห้องอาจารย์ใหญ่ บนอาคารโรงโขนในพระบรมมหาราชวัง โดยได้รับแจ้งว่าจะมีนิตยสารมาขอสัมภาษณ์

พอไปถึงก็พบรุ่นพี่อีกหลายคนนั่งจับกลุ่มกันอยู่ แล้วคุณอาผู้ชายที่มาจากนิตยสารฉบับหนึ่ง ก็แนะนำตัวว่าแกเป็น “น้องชายอาสุจิตต์” ก่อนที่กระบวนการสัมภาษณ์ผมและรุ่นพี่คนอื่นๆ จะเริ่มต้นขึ้น โดยผมก็ตอบคำถามแบบบ้าบอไร้สาระไปตามประสาเด็กวัยประมาณ 7 ขวบ

คุณอาคนนั้น ก็คือ “ไพบูลย์ วงษ์เทศ” นั่นเอง ส่วนผมก็ค่อยๆ รู้ความในอีกหลายปีต่อมาว่า บทสัมภาษณ์ชิ้นดังกล่าวมีเนื้อหาว่าด้วยเรื่อง “ลูกคนมีชื่อเสียง” ที่เข้ามาเรียนในโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ ซึ่งเพิ่งฟื้นฟูขึ้นใหม่ในวาระ 200 ปี กรุงรัตนโกสินทร์

Advertisement

แต่ถ้าย้อนกลับไปยังช่วงต้นทศวรรษ 2530 ที่ตนเองได้นั่งคุยกับไพบูลย์ เด็กไร้เดียงสาอย่างผมก็ไม่อาจทราบได้หรอกว่า คุณอาคนนี้เคยผ่านพบประสบการณ์อะไรมาบ้างในห้วงเวลาก่อนหน้านั้น และคาดเดาไม่ได้ด้วยว่า ในอนาคตอีก 30 ปีถัดมา เขาจะมีสถานะเป็นอะไรในมุมมองของผม

ในช่วงวัยมัธยมและมหาวิทยาลัย ผมจึงค่อยๆ ได้เริ่มอ่านหนังสือเล่มสำคัญๆ ของไพบูลย์ อาทิ “ฉันจึงมาหาความหงอย” และ “หมายเหตุร่วมสมัย” แต่ก็ต้องขอสารภาพว่า ในเวลานั้น ตัวเองยังไม่ค่อย “อิน” กับงานของเขาสักเท่าไหร่

โดยออกจะงงๆ มากกว่าขำขันกับมุขของไพบูลย์ และยังไม่เข้าถึงความขมขื่นเจ็บปวดที่ปรากฏอยู่ในงานบางเล่ม

ผมเพิ่งจะมาเคารพชื่นชมบทกวีของไพบูลย์อย่างจริงจัง ก็เมื่อหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2557 นี่เอง เพราะงานเขียนที่เขาส่งมาตีพิมพ์ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ถือเป็น “บทกวีการเมืองที่มีเสน่ห์” อย่างยิ่ง

หากเปรียบเทียบกับบทกวีของ “เกษียร เตชะพีระ” และ “ฐากูร บุนปาน” ซึ่งแสดงจุดยืนวิพากษ์อำนาจเผด็จการทหารอย่างเผ็ดร้อนไม่แพ้กัน “กลอนการเมือง” ของไพบูลย์ก็มีความโดดเด่นออกมา ด้วยเหตุผลสามประการ

ประการแรก เพราะงานของไพบูลย์อ่านยากที่สุด

ประการต่อมา เพราะชั้นเชิงในบทกวีของไพบูลย์นั้นแพรวพราวที่สุด และชอบเล่นท่ายากอยู่เป็นประจำ

ประการสุดท้าย หากบรรณาธิการที่รับผิดชอบดูแลบทกวีของไพบูลย์ เป็นพวกมีจิตวิญญาณ “ชอบเซ็นเซอร์ตัวเอง” อย่างเข้มงวดกวดขัน เขาก็คงต้องมีอาการปวดกบาลประสาทเสียทุกสัปดาห์เป็นแน่แท้ เนื่องจากกลอนบางชิ้นที่เหมือนจะแกล้งเขียนให้อ่านไม่รู้เรื่องของไพบูลย์นั้น มักซ่อนแฝง “สารอันแหลมคม” ไว้ด้วยเสมอ

“ดนุชาชาชินอินทระ เพียญชนังพยัญชนะวัชรา” คือ “สองวรรคทองสุดคลาสสิก” จากบทกวีชื่อ “สันติไมตรี” (มติชนสุดสัปดาห์ 5-11 มกราคม 2567) ที่ยืนยันถึงความสามารถอันแสนวิเศษและพิเศษของไพบูลย์ได้เป็นอย่างดี

ในช่วงหนึ่งทศวรรษหลัง ไพบูลย์แสดงจุดยืนพิทักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย ผ่านบทกวีการเมืองของเขาอย่างไม่มีเสื่อมคลาย

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมเพิ่งยกย่อง “อรุณ วัชระสวัสดิ์” ศิลปินคนสำคัญของประเทศ ว่าเป็น “ผู้ใหญ่ที่ไม่เสียผู้ใหญ่” ท่ามกลางอาการไร้หลักตุปัดตุเป๋ของผู้หลักผู้ใหญ่หลายคนในสังคมการเมืองไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา

แน่นอน “ไพบูลย์ วงษ์เทศ” ถือเป็น “ผู้ใหญ่ที่ไม่เสียผู้ใหญ่” อีกหนึ่งคน ในแวดวงปัญญาชนนักคิดนักเขียนไทย

ปราปต์ บุนปาน