เข้าสู่ปี 2568 การเมืองและเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร เป็นคำถามที่ยังถามและตอบกันได้ไม่เลิก
เดือน ม.ค. ต้นปี จะเป็นช่วงของการเลือกตั้ง อปท. ได้แก่ นายก อบจ. 47 จังหวัด, และ ส.อบจ.ทั่วประเทศ ก่อนจะเข้าคูหากันในวันเสาร์ที่ 1 ก.พ.2568
อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ลงมาลุยเองในสนามนี้ ไม่ได้แค่ทำให้เกิดความจี๊ดจ๊าด แต่ชี้ถึงความสำคัญของเลือกตั้ง อบจ.ด้วยต่อการเมืองภาพรวม
รู้ผล อบจ.เสร็จ ยังมีต่อ ในเดือน มี.ค.ไปถึง พ.ค.จะเป็นการเลือกตั้งเทศบาล เป็นหน่วยที่เล็กลงไป แต่น่าดูว่า ความคึกคักจะเป็นอย่างไร มีผลต่อการเมืองภาพใหญ่อย่างไร
การเมืองไทยเปลี่ยนผ่านจากยุครัฐประหาร 2557 มาสู่ระบบปกติมากขึ้น หลังเลือกตั้ง 2566
ใช้เวลา 9 ปีเศษ ในการเลี้ยวกลับเข้าเส้นทางปกติ ต่างจากเมื่อก่อน รัฐประหารเสร็จ ปีสองปี ก็กลับกรมกอง
อย่างปฏิวัติ 2549 รัฐบาลขิงแก่ใช้ปีเดียว จัดเลือกตั้ง 2550 แต่พอพรรคสายทักษิณชนะเลือกตั้งติดๆ กัน 2 ครั้ง คือ 2550 และ 2554 ก็เจอข้อหา “เสียของ”
ต้องทำรัฐประหารแก้ปัญหาเสียของ ล้มโต๊ะกันอีกที แล้วจัดโต๊ะกันใหม่
ผลเป็นยังไง ตัวชี้วัดอยู่ที่เลือกตั้ง พรรคชนะคือพรรคที่ถูกล้มโต๊ะ
แต่อย่างที่ทราบกัน นายกฯ เศรษฐา ทวีสิน พ้นไปอีกด้วยมติศาลรัฐธรรมนูญ 5-4 แต่ริเริ่มบุกเบิกหลายๆ อย่าง นอกจากทางเศรษฐกิจ ยังรวมถึงสไตล์การทำงานเร่งเครื่อง เจรจาต่างประเทศ ลงพื้นที่ถี่ยิบ
นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร มาแทนได้ 3 เดือนเศษๆ รับช่วงต่อ คะแนนนิยมบวกขึ้นมาเรื่อยๆ
เป็นสัญญาณดีว่า การเมืองระบบเลือกตั้ง กลับมาเป็นกระแสหลักของการเมืองไทยได้อย่างรวดเร็ว หากอยู่ได้ 4 ปี
นั่นคือสิ่งที่ผ่านไปในปี 2567 ส่วนปี 2568 ครม.นายกฯอิ๊งค์ ยังต้องทำงานหนัก โดยมีลุงๆ ป้าๆ ยืนจ้องโฟกัสกันละเอียด ตั้งแต่คอสตูม เสื้อผ้าหน้าผม ถือไอแพดไปออกงาน และอื่นๆ
งานของรัฐบาลไม่ง่าย ความขัดแย้งเดิมๆ ยังกรุ่นๆ และอีกส่วนหนึ่งเพราะเป็นรัฐบาลผสมที่พรรคนำเสียงไม่เด็ดขาด จะทุบโต๊ะกันง่ายๆ ไม่ได้ ซึ่งเป็นอีกโจทย์ของการเมืองไทย
ทั้งการเลือก ส.ว.ที่ผ่านไป ถึงการเลือกตั้งทุกระดับในปีนี้ จะสร้างโครงข่ายการเมืองอีกยุค มีทั้งคนรุ่นใหม่ รุ่นเก่า บ้านใหญ่ บ้านใหม่ ไปจนถึงไร้บ้าน
แล้วไปสู้แตกหักกันในการเลือกตั้งใหญ่ ตามวาระรอบนี้ คือ 2570
การเมือง 2568 จะเกิดบนพื้นฐานที่ว่านี้ พอจะคาดหมายถึงความไม่ราบรื่น การตรวจสอบจากฝ่ายค้านที่มีพลังด้วยจำนวน ส.ส.ในมือ นี่ยังไม่นับปัญหาจากกลไกในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เล็งจะแก้ แต่อาจจะได้แค่เล็งๆ และตั้ง ส.ส.ร.
แต่การทำงานจริงจังรวดเร็ว แก้ความเดือดร้อน เพ่งเล็งปากท้องประชาชน การลงทุนที่ทันสมัย ถ้าไปถูกทิศทางจะมีผลมาก
โดยเฉพาะต่อปัญหาเศรษฐกิจ ที่การค้าโลกจะเปลี่ยนแปลง กระทบถึงประเทศต่างๆ จากการเปลี่ยนอำนาจของสหรัฐอเมริกา ที่ประธานาธิบดีใหม่จะเข้ารับหน้าที่ปลาย ม.ค.นี้
ของไทยเอง กระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซุ่มทำการบ้าน รอดูการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ในรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อขอเจรจากันต่อไป
ประเทศไทย 2568 เป็นอีกทางโค้งที่ต้องผ่านไปด้วยสปีดที่เร็วและความระมัดระวัง
วรศักดิ์ ประยูรศุข

