พ.ศ.2568 ถือเป็นอีกหนึ่งขวบปีที่ท้าทายคนไทยทุกคน ในทุกมิติ ตั้งแต่เศรษฐกิจ จนถึงสังคม และการเมือง
ในมิติด้านเศรษฐกิจ หลายคนคาดหวังว่าสภาพปากท้องความเป็นอยู่และจำนวนเงินในกระเป๋าของตนเองจะมีแนวโน้มดีขึ้น
แต่ถ้าดูข่าวคราวแปลกประหลาดจากตลาดหลักทรัพย์ หรือฟังจากเสียงบ่นของบรรดาผู้ประกอบการขนาดกลาง-ขนาดย่อยหลายราย ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม
ก็ต้องยอมรับว่าวี่แววที่ออกมายังดูไม่ดีสักเท่าไหร่ ยกเว้นจะมีนโยบายใหญ่ๆ สำคัญๆ เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง
ไม่ต้องพูดถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิต ซึ่งเหมือนยังเป็นเรื่องระยะยาว และยังไม่ค่อยแน่ชัดว่าจะเปลี่ยนอย่างไร และเปลี่ยนไปสู่อะไร
ส่วนในเชิงสังคม กลายเป็นว่าในช่วงต้นปี “เมืองแห่งการท่องเที่ยว” อย่างประเทศไทย กลับมีภาพลักษณ์ไม่ดีนัก
กล่าวคือ เรากลายเป็นทั้งทางผ่านไปสู่การประกอบธุรกิจ-อาชญากรรม “สีเทา” ตามแนวชายแดน (ทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก) และเป็น “ดินแดนเถื่อน” ที่ไร้ความปลอดภัยสำหรับนักการเมือง-นักเคลื่อนไหวต่างชาติ
ยังไม่รวมถึงความสัมพันธ์กับชาติเพื่อนบ้านที่ไม่ค่อยราบรื่นลงตัวเท่าไหร่ เห็นได้จากปัญหาการจับกุมชาวประมงไทยโดยรัฐบาลทหารเมียนมา
ในมิติด้านการเมือง มีเรื่องท้าทายอยู่ 2-3 ประเด็น
ประเด็นแรก น่าสนใจและน่าจับตาว่า “ทักษิณ-แพทองธาร ชินวัตร” จะสามารถนำพารัฐบาลและประเทศชาติให้พุ่งทะยานไปได้ไกลแค่ไหน
เพราะแม้ในเชิงหน้าข่าว ในเชิงกิจกรรม ในเชิงสีสัน อดีตนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันแห่งพรรคเพื่อไทย อาจดูเหมือนกำลังเล่นบทบาท “เชิงรุก” อย่างสม่ำเสมอ กระทั่งร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ
ทว่า เมื่อเพ่งพิจารณาลงไปในเชิงรายละเอียด การดำเนินนโยบายใหญ่ๆ ใหม่ๆ ทั้งในทางเศรษฐกิจและการเมืองหลายเรื่อง กลับคล้ายยังติดขัดอยู่กับอุปสรรคต่างๆ นานา
ไม่ว่าจะเป็นพลังของ “กลุ่มการเมืองสีน้ำเงิน” ตลอดจนระบบราชการ-องคาพยพรัฐพันลึก ซึ่งพยายามเหนี่ยวรั้ง-ต้านทานความเปลี่ยนแปลง เอาไว้อย่างแน่นเหนียว
ประเด็นที่สอง ในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ก็ต้องจับตามองว่า 44 ส.ส.ของพรรคประชาชน จะโดนโทษ (ทางจริยธรรม) อะไรหรือไม่ หนักหนาแค่ไหน และถ้วนหน้าเพียงใด จากกรณีที่พวกเขาเคยลงชื่อยื่นเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112
ตราบใดที่กรณีนี้มี “ผลลบ” ออกมา (ไม่ว่าจะลบมากหรือลบน้อย) ก็ต้องยอมรับว่าผลลัพธ์ดังกล่าว ย่อมกระทบกระเทือนต่อ “สุขภาพของระบอบประชาธิปไตยไทย” โดยรวม
ประเด็นสุดท้าย ปีนี้คือ “ปีแห่งการเลือกตั้งท้องถิ่น” ซึ่งอาจทำให้เราพอเห็นเค้าลางของการเมือง-การเลือกตั้งระดับชาติในอนาคต
หรืออย่างน้อยที่สุด เราก็จะได้เห็นการเดินเกม-การประลองกำลังของกลุ่มการเมืองต่างๆ ตั้งแต่ “พรรคการเมืองใหญ่” ไปจนถึง “บ้านใหญ่” ในหลายจังหวัด
ดังนั้น พ.ศ.2568 จึงยังเป็นปีที่ดูไม่นิ่ง น่าจะมีความผันผวน เต็มไปด้วยพลวัต และไว้วางใจอะไรไม่ค่อยได้
ต่างฝ่ายจึงควรต้องตั้งสติ หาจุดยืนที่มั่นคง เพื่อรองรับกับสถานการณ์เหล่านั้นให้ดีๆ
ปราปต์ บุนปาน

