ยังมีความหวังว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่คาดการณ์ว่าจะมีขึ้นในสมัยการประชุมนี้จะเกิดขึ้น
แม้ว่าตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร จะมีความเห็นว่า ควรตัดชื่อ นายทักษิณ ชินวัตร ออกจากญัตติ
เหตุผลเพราะนายทักษิณ เป็นคนนอก ไม่มีโอกาสได้ชี้แจง
ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านได้โต้กลับ แสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดชื่อ นายทักษิณออกไปในทันที
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ทราบว่า สภาผู้แทนราษฎรยังไม่มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเข้าสู่วาระ จึงต้องมีการหารือเพื่อหาข้อยุติ กรณีตัดชื่อไม่ตัดชื่อกันก่อน
และเมื่อมองไปไปที่อายุของสมัยการประชุมครั้งนี้ พบว่า วันที่ 11 เมษายนจะเป็นวันปิดสมัยประชุม
จึงยังต้องลุ้นว่า การคาดการวันอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 24 มีนาคมเดิมนั้น จะเกิดขึ้นได้หรือไม่
แล้วจะมีการบรรจุวาระ จะใช้เวลาการอภิปรายกันกี่วัน เพราะการอภิปรายครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านยื่นเจาะจงเฉพาะไปที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
แต่หากจะสอบถามความต้องการ คงต้องบอกว่าอยากฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เหตุผลง่ายๆ คือ การฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจทำให้รู้จัก นายกฯ รู้จักรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้าน มากขึ้น
รู้จักจากการได้ฟังข้อมูลต่างๆ ในการกล่าวหา และข้อมูลต่างๆ ในการชี้แจง
ข้อมูลหลายอย่างอาจเป็นสิ่งที่ข่าวสารทั่วไปได้เผยแพร่ปรากฏอยู่แล้ว แต่ก็น่าจะมีข้อมูลอีกหลายอย่างที่เป็นของใหม่และชวนให้ฟัง
ยิ่งก่อนหน้านี้พรรคประชาชนแสดงความพร้อม ระบุว่าข้อมูลที่มีนั้นเกี่ยวกับข้อสงสัยที่ไม่ชอบมาพากล 70 เปอร์เซ็นต์
ยิ่งเป็นข้อมูลที่น่าสนใจติดตาม
เข้าใจว่าข้อมูลดังกล่าวจะมีและดำเนินไปภายในกรอบของการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไปเมื่อกันยายนปีที่แล้ว
จากกันยายน 2567 ถึงบัดนี้ก็บริหารประเทศมาประมาณ 6 เดือน
ด้วยระยะเวลาดังกล่าว ถ้าพรรคฝ่ายค้านมีข้อมูลไม่ชอบมาพากลเยอะขนาดนั้นได้ ก็ควรรับฟังการอภิปราย
นอกจากนี้ จะได้รู้จักพรรคการเมือง และนักการเมืองจากข้อมูลการกล่าวหาและการชี้แจงแล้ว
ยังจะรู้จักจากการได้เห็นลีลาการอภิปราย การควบคุมอารมณ์ และอื่นๆ
ส.ส.หลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ตามปกติ อาจจะยัง ไม่เปล่งประกายความสามารถ แต่เมื่อมีเวลา มีข้อมูล มีลีลาการอธิบายให้ผู้ฟังเข้าใจ ก็ทำให้ ส.ส.หลายคนนั้นได้รับการ จับจ้องเฝ้ามอง
แต่ก็มี ส.ส.อีกหลายคน ที่แม้จะมีเวลาการอภิปราย แต่ก็ยังสอบไม่ผ่าน เพราะมีข้อบกพร่องต้องปรับปรุงอีกหลายอย่าง
เช่นเดียวกับฝ่ายรัฐบาลที่แม้จะมีเวลาชี้แจงน้อยกว่าฝ่ายค้าน แต่หากบริหารจัดการเวลาได้กระชับ มีประเด็นที่ชัดเจน ทำให้มองเห็นเจตนาดีของรัฐบาล
หลายครั้งที่เมื่อฝ่ายรัฐบาลชี้แจงแล้ว ผู้ฟังคล้อยตามไปตามฝ่ายรัฐบาลมากกว่า
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจเปิดโอกาสให้ฝ่ายกล่าวหาและฝ่ายชี้แจงเผชิญหน้ากันด้วยข้อมูล โดยมีประชาชนเป็นผู้ฟัง
ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงอยากฟัง
เช่นเดียวกับครั้งนี้ก็อยากฟัง
และหวังว่า ประธานสภา ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้านจะสามารถตกลงกันได้ เพื่อให้ทุกคนได้ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

