หมายเหตุ – ความเห็นจากนักวิชาการกรณีไทยส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีน ทำให้สมาชิกสภายุโรปได้ลงคะแนนรับรองญัตติประณามไทย และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ระหว่างการเจรจา เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลไทย ส่วนสหรัฐอเมริกาประกาศคว่ำบาตรจำกัดวีซ่าเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่เกี่ยวข้องกับการส่ง 40 ชาวอุยกูร์ไปจีน

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และรัฐบาลเองก็มีการตัดสินใจยากลำบาก ตนเองอาจจะไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าสิ่งที่รัฐบาลตัดสินใจในครั้งนี้ถูกหรือผิด แต่การตัดสินใจของรัฐบาลไทยที่ส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับประเทศจีนนั้น รัฐบาลจะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน เพราะชาวอุยกูร์อยู่ในสถานะผู้ลี้ภัย ไม่ใช่นักโทษ แต่หากฟังตามที่รัฐบาลแถลง ทางการจีนรับปากและมีหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้คำมั่นว่าทุกคนจะปลอดภัยจึงเชื่อว่ารัฐบาลไทยคิดมาอย่างรอบคอบแล้ว และจากนี้ไม่ว่าตัดสินใจอย่างไรก็ต้องเตรียมรับผลกระทบที่ตามมา รวมถึงจะต้องเตรียมตอบกับคำถามที่จะถูกถามเข้ามาในหลายๆ ด้าน
สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเจอคือ แรงกดดันจากการตั้งคำถามด้านสิทธิมนุษยชนจากหลายๆ ภาคส่วน ณ ขณะนี้ สถานการณ์การเมือง และภูมิรัฐศาสตร์ ณ ปัจจุบันมีความแตกต่างจากปี 2558 อย่างสิ้นเชิง และไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไรก็จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและคนค้าน ตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่เลือกข้างเพราะไม่เป็นผลดีกับประเทศไทยเลย แต่คงคิดว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีที่สุดต่อประเทศไทยแล้ว แต่ถูกต้องในมุมของรัฐบาล กับถูกต้องตามความจริงอาจไม่ตรงกัน เพียงแต่เชื่อว่ารัฐบาลได้เรียนรู้จากอดีตที่ผ่านมาแล้ว คงเตรียมทำการบ้านมาดี แต่ก็ต้องรับผลกระทบที่ตามมาหลังจากนี้
ส่วนกรณีการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ทางการค้าหรือไม่กับทางประเทศอื่นๆ เนื่องจากจะต้องประสบกับแรงกดดันทางการค้า โดยเริ่มต้นที่สหรัฐอเมริกา ตนอยากให้มองประเด็นนี้ให้ดีๆ เพราะถึงไม่มีประเด็นนี้แต่สหรัฐเตรียมดำเนินมาตรการกดดันทางการค้ากับประเทศต่างๆ ที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐอยู่แล้ว ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น เพียงแต่มีความเป็นไปได้ เขาอาจหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นข้อกดดันทางการเมืองเพิ่มเติมในการเจรจา อาจจะทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบด้านการเจรจาทางการค้ากับสหรัฐได้ในอนาคตมากขึ้น และในปี 2568 สถานการณ์การเมืองและภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามการค้าทวีคูณความเข้มข้นขึ้น ดังนั้น เรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนถือการเป็นเพิ่มน้ำหนักแรงกดดันให้กับประเทศไทยมากขึ้น
ต่อมา ในส่วนของสมาชิกสภายุโรปได้ลงคะเเนนรับรองญัตติประณามไทยเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังจีน และเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการยุโรปใช้ความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ระหว่างการเจรจา เป็นเครื่องมือกดดันรัฐบาลไทยให้แก้ไขกฎหมายนั้น ถือว่าขณะนี้ประเทศไทยเรียกว่ากำลังโดนเล่นงานอย่างหนัก และปัญหาตรงนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) อยู่ในระหว่างการเจรจารอบที่ 5 ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไปแล้วกับ 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บาห์เรน เปรู และ 2 กลุ่มเศรษฐกิจอาเซียน และบิมสเทค และเป้าหมายหลักในปี 2568 ของรัฐบาลคือ การเจรจาตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ให้สำเร็จ
ถึงแม้ว่าปัญหาตรงนี้กำลังเป็นอุปสรรคใหญ่รัฐบาลกำลังเผชิญ แต่ตนมองว่าไม่อยากให้รัฐบาลถอยในเรื่องของการเจรจาการค้าครั้งนี้ และเชื่อว่ารัฐบาลไทยจะสามารถเร่งหากลยุทธ์วิถีทางให้สามารถเจรจาสำเร็จให้ได้ ภายในปี 2568 รัฐบาลจะต้องมีการวางแผนการเจรจาให้รอบคอบและต้องเร่งดำเนินการการเจรจาตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ให้สำเร็จให้ได้
ผลลัพธ์ที่ตามมาหากสามารถเร่งการเจรจาการค้าสำเร็จได้ คือจะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทย ช่วยให้ไทยปรับตัวได้ดีขึ้นต่อการแข่งขันในเวทีโลก เป็นส่วนช่วยทำให้เป็นการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และเป็นตัวช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้รัฐบาลมีการพิจารณาแผนทางการค้าอื่นๆ นอกจากการเร่งเจรจาตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) เช่นกัน อาทิ การวางแผนขยายการส่งออกไปยังตลาดใหม่ๆ รวมถึงการผลักดันประเทศไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) จะมีอยู่ทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่นแคนาดา เม็กซิโก เปรู ชิลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และเวียดนาม ตรงนี้ตนมองว่าประเทศไทยยังไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก รวมถึงการหารือทวิภาคีขับเคลื่อนความร่วมมือกับในอีกหลายประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอีกหลายประเทศที่ยังค้าง อยากให้รัฐบาลกลับมาสานต่ออย่างต่อเนื่องให้สำเร็จ จะเป็นผลดีต่อภาคเศรษฐกิจไทย
หากพูดเรื่องภาพรวมประเด็นที่ประเทศไทยมีการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนนั้นถือว่าเป็นอีกประเด็นที่ประชาชนและหลายประเทศต่างตั้งคำถามว่าทำไมถึงส่งกลับ และมีที่มาที่ไปอย่างไร และเกิดอะไรขึ้น รวมถึงการส่งกลับครั้งนี้ถูกกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้รัฐบาลก็ต้องมีการเตรียมความพร้อมในการตอบคำถามให้ชัดเจน
นอกจากนี้ รัฐบาลเองก็ต้องเผชิญกับคำถามด้านละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงแรงกดดันต่อประเทศ ในส่วนของการเจรจาตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ยอมรับว่าการที่สมาชิกสภายุโรปได้ลงคะแนนรับรองญัตติประณามไทยเรื่องการส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนเป็นการกดดันและเป็นอุปสรรคกับประเทศไทยพอสมควร แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประเทศไทยควรจะเร่งดำเนินการการเจรจาตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ)ระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู) ต่อไปให้สำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนนี้จะเป็นตัวช่วยอย่างมากในการช่วยเร่งเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

อัทธ์ พิศาลวานิช
ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน
เรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบกับประเทศไทยในหลากหลายมิติอย่างแน่นอน เรื่องของอุยกูร์ตอกย้ำการบริหารจัดการและนโยบายสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นแล้วไม่อิสระเสรี และไม่คำนึงถึงสิทธิของแรงงานมากพอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับการจัดทำเอฟทีเอระหว่างสหภาพยุโรป-เวียดนาม ได้บรรลุความตกลงและมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อหลายปีก่อนนั้นจะเห็นได้ชัดเจนว่าการทำเอฟทีเอของอียูกับเวียดนามไม่มีประเด็นในเรื่องเหล่านี้เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้สามารถบรรลุข้อตกลงการทำเอฟทีเอได้ง่ายและเร็วมาก
หากมองกลับมากรณีของไทยในประเด็นการส่งชาวอุยกูร์ให้จีนอาจเป็นอุปสรรคของไทยในการเจรจาและจัดทำเอฟทีเอกับอียูอาจสะดุด หรือมีความล่าช้า ทั้งที่ศักยภาพของไทยในเรื่องสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตร รวมถึงอุตสาหกรรมบริการไทยมีศักยภาพสูงกว่าเวียดนาม
ทางออกของเรื่องนี้ รัฐบาลไทยต้องแสดงเหตุผล รวมถึงเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่สามารถจับต้องได้บนฐานข้อมูลที่แท้จริง รวมถึงแสดงจุดยืนในนโยบายว่าไทยเคารพในสิทธิมนุษยชนอย่างไรกับทางอียู เพราะล่าสุดกรณีของชาวอุยกูร์ คนไทยฟังข้อมูลข่าวสารก็ไม่รู้จะเชื่อใคร จะเชื่อรัฐบาลดี จะเชื่อฝ่ายค้านดี หรือจะเชื่อต่างประเทศดี เพราะต่างชาติหลายประเทศที่ผ่านมายินดีรับชาวอุยกูร์จากประเทศไทย
เรื่องชาวอุยกูร์เป็นประเด็นขึ้นมาในเวลานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างไทยกับ-อียูเท่านั้น แต่เรื่องอุยกูร์ยังเป็นประเด็นที่สหรัฐอเมริกากำลังเพ่งเล็งไทยด้วยเช่นกัน กรณีตัวอย่างก่อนหน้านี้สหรัฐอเมริกาก็เคยแซงก์ชั่นจีน เรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวอุยกูร์ในซินเจียง สหรัฐประกาศไม่รับซื้อฝ้ายและแผงโซลาร์เซลล์จากซินเจียง รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าต่างๆ ผลิตจากซินเจียง จากมีการใช้แรงงาน ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน นอกเหนือจากในประเด็นที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐมากอยู่ในลำดับที่ 11 กำลังถูกเพ่งเล็งเพื่อขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในเวลานี้
เช่นเดียวกับกรณีล่าสุด สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐ ประจำประเทศไทย เผยแถลงการณ์ของมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ประกาศนโยบายข้อจำกัดเกี่ยวกับวีซ่าต่อเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทย เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศโดยตรง ดังนั้น ต้องรีบชี้แจงข้อมูลเอกสารเชิงประจักษ์ให้ชัดเจนว่าไม่ได้เป็นอย่างที่กล่าวหา ปัจจุบันคนไทยทั้งประเทศ รวมไปถึงต่างประเทศสงสัย เพราะรัฐบาลชี้แจงว่าไม่ได้ส่งชาวอุยกูร์ไปประเทศที่สาม แต่กลับมีข่าวแหล่งอื่นออกมาว่ามีประเทศอื่นรับชาวอุยกูร์ไป
ข้อมูลที่รัฐบาลไทยชี้แจงมาโดยตลอด ไม่ว่าคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลง ยังไม่เพียงพอ เพราะสำหรับส่วนตัวและคนไทยทั้งประเทศยังเกิดคำถาม การนำเสนอข่าวด้านเดียวไม่บรรลุผล มีโอกาสสูงจะโดนผลกระทบเรื่องวีซ่าสหรัฐอเมริกาในรัฐบาล
ฉะนั้น การแบนวีซ่าของสหรัฐในครั้งนี้มีโอกาสสูงจะลามไปถึงการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าตามนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ และแน่นอนว่าจะกระทบเรื่องข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างไทยกับสหภาพยุโรป (อียู)

