คล้อยตามหลายๆ การวิเคราะห์ ที่มองว่าสัมพันธภาพในพรรคร่วมรัฐบาลตอนนี้
คงไม่ไปไกลถึงขนาด ตัดพรรคไหนออกจากรัฐบาล
และคงไม่เลวร้ายถึงขั้นมีการยุบสภา
แรงสุดก็คงเป็นการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งก็น่าอยู่ใน 2 ระดับ
ระดับแรก “ขั้นเบา” คือปรับเฉพาะพรรคเพื่อไทย ที่คงต้องยกเครื่องเพื่อเรียกความศรัทธากลับคืนเพราะนโยบายเรือธง ไม่อาจแล่นฉิวตามหวัง
ระดับสอง “ขั้นแรง” เป็นการปรับที่ว่ากันว่าพรรคเพื่อไทยอาจกดดันไปยังพรรคร่วมเพื่อปรับการดูแลกระทรวงใหม่
โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่ดูแลกระทรวงใหญ่อย่างมหาดไทยและศึกษาธิการ ที่เริ่มมีการโยนหิน หยั่งกระแสจากฝั่งเพื่อไทยทำนองว่าอาจจะขอมีการปรับกันใหม่
แต่ก็มีคำถามว่าพรรคเพื่อไทย มีอำนาจและความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดพอที่จะทำได้หรือไม่
เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ในตอนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า
การปรับคณะรัฐมนตรีในระดับแรง เพื่อปรับดุลอำนาจในรัฐบาล คงไม่อาจเกิดขึ้นโดยง่าย
แต่กระนั้น แต่ละพรรคคงไม่อาจวางใจสถานการณ์ได้ การเมืองเกิดอะไรที่ไม่คาดฝันได้เสมอ
จึงต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในห้วงที่อายุรัฐบาลย่างเข้าสู่ช่วง “ครึ่งหลัง” แล้ว
การเตรียมการที่น่าสนใจ ก็คงอย่างที่เห็นกัน นั่นคือพรรคภูมิใจไทย ที่ปรับแบรนด์ใหม่ โดยการเอา “สีแดง” ออกจากโลโก้พรรค เหลือเพียง “สีน้ำเงิน” สีเดียว
ถือเป็นการส่งสัญญาณ “ชัดเจน” จากพรรคภูมิใจไทย ที่เดิมวางจุดยืนเป็น “กลางๆ” เข้ากับพรรคฝั่งไหนก็ได้หากตอบสนอง “ประโยชน์” แก่ตนเองหรือพรรคได้
แต่ปัจจุบันและน่าจะรวมถึงอนาคตที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2570 พรรคภูมิใจไทยจะชัดเจนในความเป็นพรรคสีน้ำเงิน เดินตามแนวอนุรักษ์เข้มข้น
ด้วยประเมินแล้วว่า สังคมไทยโดยรวมยังคงเหนียวแน่นอยู่ในแนวทางนี้
ที่สำคัญคงคาดหวังว่าจะได้รับความเชื่อและไว้วางใจ จาก ชนชั้นนำของสังคมไทย
ซึ่งก็ต้องจับตาต่อไปว่าพรรคภูมิใจไทยจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจนี้ได้หรือไม่
ทั้งในเรื่องอุดมการณ์ที่อิงกับกระแสอนุรักษนิยม
ทั้งในเรื่องการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ อย่างสิ่งที่ “เลขาธิการพรรค” แสดงบทบาทในสภา โชว์จุดยืนเรื่องสถานบันเทิงครบวงจร และพยายามเชื่อมโยงประเด็นปัญหาของประเทศและโลก ให้เป็น “ภาพรวม” แล้วพยายามเสนอ “วิชั่น” ที่จะแก้ไขปัญหา
ซึ่ง ความพยายามดังกล่าว สำเร็จ หรือล้มเหลว คงแล้วแต่มุมมอง
แต่ก็ทำให้เราเห็นแนวทางที่พรรคภูมิใจไทยหวังจะนำเสนอ ว่าแม้พรรคจะเน้นเดินไปบนเส้นทางสีน้ำเงิน แต่ก็มีคนรุ่น “อนุรักษ์ใหม่” ออกมาให้สังคมได้พิจารณาด้วย
ต้องติดตามต่อไปว่าจะบรรลุผลหรือไม่
ซึ่งก็คงเป็น “งานหนัก” ไม่น้อย
เพราะในท่ามกลางการผลักดัน “สีน้ำเงิน” ของพรรคภูมิใจไทย นั้น
เราพบว่า ในกระแสต่อต้านกาสิโน ทำเราได้เห็น การปรากฏตัวของ ฝ่าย “สีขาว” ด้วย
เป็นฝั่ง “สีขาว” ที่มีแนวทางอนุรักษนิยมอย่างเข้มข้นเช่นกัน
แต่ก็มีคำถามว่า คนในฝั่งสีขาวที่ไม่ชอบและไม่ไว้วางใจ “นักการเมือง” เท่าใดนัก
จะ “สุกงอม” เพียงพอที่จะหลอมตัวเองเข้าไปสนับสนุน พรรคสีน้ำเงิน หรือไม่
หรือกำลังเล็งหา “ผู้นำ” หรือ “พรรค” ที่ตอบสนองความเชื่อและอุดมการณ์ มากกว่าภูมิใจไทย
ซึ่งตอนนี้ยังไม่ชัดเจน แต่ก็เป็นทิศทางของการเมืองไทย ที่จะไม่ใช่เพียงมีแต่ แดง ส้ม เท่านั้น
ยังมีน้ำเงิน และขาว ที่จะเข้ามาเป็นตัวเล่นใหม่
และมีบทบาทเข้มข้นขึ้นกระทั่งถึงการเลือกตั้งใหม่ในปี 2570
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

