สถานีคิดเลขที่ 12 : ใครรับผิดชอบ? โดย ปราปต์ บุนปาน

28.04.25 | 12:06 น.

“สหรัฐ วันนี้เขาต้องดีลกับหลายประเทศ และเขาก็มียุทธศาสตร์ว่าเอเชียเขาจะเอาอย่างไร โดยเฉพาะเขาห่วงใยเรื่องความใกล้ชิดกับจีน ก็จะมีผูกพันนอกจากเรื่องภาษี ก็จะมีเรื่องที่ไม่ใช่ภาษีปนอยู่ด้วยในการเจรจา เพราะฉะนั้น เราต้องไม่ผลีผลาม ใจเย็นๆ ดูข้อมูลให้เหมาะ


“บังเอิญว่าเดี๋ยวนี้เขาขอใช้ข้อมูลจากหลายหน่วยงานเข้ามาผสม ทั้งเรื่องของความมั่นคง เรื่องที่เรามี ‘ปัญหาการฟ้องร้องคนอเมริกัน’ อยู่บ้าง ซึ่งถูกนำเอามารวมกันหมด ฉะนั้น เราก็ต้องมีสติในการเจรจาให้ดี”

จากคำสัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเมื่อช่วงวันหยุดที่ผ่านมา “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ทรงอิทธิพลตัวจริงเบื้องหลังรัฐบาล ได้ออกมายอมรับเองว่า การเจรจาเรื่องมาตรการกำแพงภาษีกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกันนั้นมีความสลับซับซ้อน เนื่องจากมีปัจจัยปัญหาอื่นๆ แทรกเข้ามา

และน่าจะรวมถึงกรณีการดำเนินคดี ม.112 กับ “พอล แชมเบอร์ส” นักวิชาการชาวอเมริกัน ซึ่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

Advertisement

หมายความว่า งานที่ยากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และยังหาวิธีการแก้ไข-วิธีการเจรจาต่อรองที่เหมาะสมไม่ได้ กลับจะต้องยุ่งเหยิงลำบากลำบนหนักขึ้นไปอีก

ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร ก็เพิ่งเชิญตัวแทนกองทัพ/กอ.รมน.ภาค 3 ซึ่งในทางปฏิบัติหรือนิตินัย คือ ผู้แจ้งความให้ดำเนินคดีกับแชมเบอร์ส เข้ามาชี้แจงรายละเอียด

หากวิญญูชนคนไหนได้ติดตามรับชม-รับฟังการประชุม (ซึ่งปรากฏเป็นคลิปเผยแพร่ทางยูทูบ) ก็จะยิ่งตระหนักว่ากระบวนการ-ขั้นตอนการฟ้องร้องที่เกิดขึ้น นั้นหละหลวมและมีช่องว่าง จนอาจส่งผลเสียหายต่อรัฐไทย ส่งผลเสียหายต่อตำแหน่งแห่งที่ภาพลักษณ์หน้าตาของประเทศไทยในสายตาประชาคมนานาชาติ

มากกว่าผลดีหรือผลบวก

คำถามมีอยู่ว่า ถ้ากรณี “พอล แชมเบอร์ส” ส่งผลเสียเพิ่มเติมต่อบรรยากาศการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีระหว่าง “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” กับ “รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์” จริงๆ

ใครควรต้องแสดงความรับผิดชอบ?

หนึ่ง ดูเหมือนรัฐบาล ไล่ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม และอาจลามไปถึง รมว.ต่างประเทศ หรือ รมว.ยุติธรรม จะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพวกท่านไม่เคยออกมาแสดง “แอ๊กชั่น” ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเลย ตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ทว่าทำเหมือนมันเป็นเรื่องปกติสามัญในบ้านเมือง หรือทำเสมือนว่าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยยุคที่พวกท่านทำหน้าที่เป็นรัฐบาลด้วยซ้ำ

ต้องรอให้ “ผู้นำสูงสุดแห่งพรรคเพื่อไทย” ออกมา “ชี้นัยยะ” ต่อสาธารณชนเป็นคนแรกว่า กระบวนการฟ้องร้องนักวิชาการต่างชาติอาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคของการเจรจาความเมืองระหว่างไทยกับอเมริกา

คำถามต่อเนื่อง คือ รัฐบาลจะต้องออกแอ๊กชั่นและเข้ามาแก้ไขสถานการณ์อย่างไรดี?

สอง บางฝ่ายได้พยายามตั้งข้อสังเกตและส่งเสียงเตือน (แต่ไม่ถูกทำให้ดัง) มาตั้งแต่เริ่มต้น ว่าปฏิบัติการที่เกิดขึ้น ณ พิษณุโลก ของหน่วยงานความมั่นคงเช่นกองทัพ ซึ่งถูกขานรับโดยกระบวนการยุติธรรม นั้นดู “ผิดที่ผิดทาง-ผิดฝาผิดตัว” และสร้างความสุ่มเสี่ยงต่อสถานะของประเทศในภูมิรัฐศาสตร์โลกยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

แต่เมื่อกระบวนการยังดำเนินต่อไป เรื่อง ม.112 จึงมีแนวโน้มจะเข้าไปพัวพันกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับมหาอำนาจ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ที่ผ่านมา แม้กลุ่มทุนใหญ่ และ/หรือนักธุรกิจใหญ่ๆ ในบ้านเรา จะไม่มีปัญหากับประมวลกฎหมายอาญามาตราดังกล่าว ทั้งยังเป็นพันธมิตรที่แนบแน่นกับหน่วยงานความมั่นคงและระบบกฎหมายไทย

แต่หากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทรุดตัวลงหนักขึ้น วิกฤตมากขึ้น ก็ใช่ว่าท่าทีของบรรดา “มหาเศรษฐี” จะไม่มีทาง “เปลี่ยนไป”

นี่คือเรื่องพึงระมัดระวังของ “รัฐราชการไทย”

ปราปต์ บุนปาน