ถ้าถามว่า “รัฐไทย” เป็น “รัฐล้มเหลว” หรือไม่?
คำตอบก็คือ ไม่แน่ใจ เพราะนั่นขึ้นอยู่กับนิยาม คำอธิบาย และการมองวิเคราะห์ปัญหาของแต่ละคนแต่ละฝ่ายอย่างไรก็ตาม หากมีคนถามว่า “รัฐไทย” ด้อยประสิทธิภาพลงหรือไม่? ส่วนตัวค่อนข้างเห็นด้วยว่า “รัฐไทยมีประสิทธิภาพลดลง” ซึ่งมิได้หมายความว่า “รัฐเก่งน้อยลง” ด้วย
คงต้องมาเริ่มจากประเด็นที่ว่า ทำไม “รัฐไทย” ไม่ได้ “เก่ง” น้อยลง ก่อนเป็นลำดับแรกสุด
ที่เขียนอย่างนี้ก็เพราะว่า “รัฐไทย-รัฐราชการไทย” และกลไกอำนาจรัฐภาคส่วนต่างๆ ยังสามารถลงมือทำอะไรหลายเรื่อง ที่มีศักยภาพ ประสิทธิภาพ และพลานุภาพสูงมาก
อย่างที่ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน กระทั่งนักการเมือง-พรรคการเมือง ไม่สามารถทำได้
น่าเสียดายที่ศักยภาพ ประสิทธิภาพ พลานุภาพเหล่านั้น มักไม่ค่อยสร้าง “ผลบวก” ให้ประเทศอย่างแท้จริงและยั่งยืน (เช่น กระจายความเจริญไปยังประชากรทุกกลุ่ม)
ทว่า หลายครั้งหลายคราวกลับกลายเป็น “ด้านลบ” ที่ทำลายภาพลักษณ์ สถานะ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศลงด้วยซ้ำ
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านน่าจะพอมี “ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม” อยู่ในใจ
หรือถ้าจะให้ผู้เขียนอธิบายความเพิ่มเติม ก็คงต้องบอกว่า “รัฐไทย” นั้นดูใหญ่โตมีอำนาจสูงล้นมาก เวลาเผชิญหน้ากับพลเมืองตัวเล็กๆ ที่เห็นต่างจากรัฐ
แต่ “รัฐไทย” กลับดูจ๋อยๆ เวลามีเหตุอื้อฉาวที่ตัวเองต้อง “รับผิด” อย่างกรณีตึก สตง.ถล่ม
แล้ว “รัฐไทย” ก็ดูตัวเล็กจ้อย แทบจะไร้ปากเสียงและน้ำยา แถมยังกระเด้งกระดอนไปมา ท่ามกลางสมรภูมิ “ภูมิรัฐศาสตร์โลก” ที่เข้มข้นร้อนแรง ระหว่างมหาอำนาจสองขั้ว
ยังมีเหตุผลสนับสนุนข้ออื่นอีกหรือไม่? ที่บ่งบอกว่า “รัฐไทยด้อยประสิทธิภาพลง”
ตามความเห็นส่วนตัว เราควรต้องไปพิจารณาที่บุคลากรสองกลุ่มใหญ่
หนึ่ง แม้ด้านหนึ่ง “รัฐไทย-รัฐราชการไทย” จะยังมีขอบเขตอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาล โดยเฉพาะอำนาจในการควบคุมกดปราบผู้คนพลเมืองของตน
แต่คำถามที่น่าสนใจ คือ ความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญเฉพาะของ “ข้าราชการ” ที่สังกัดกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ดูเหมือนจะด้อยลงหรือไม่?
โดยเฉพาะเมื่อคนเหล่านี้เป็น “ข้าราชการ” ที่เติบโตมาพร้อมกับรัฐประหารถึงสองครั้ง บวกด้วยรัฐบาลของ “ผู้นำกองทัพ” ที่ครองอำนาจยาวนานอีกเกือบหนึ่งทศวรรษ
พูดง่ายๆ คือ พวกเขาเป็นบุคลากรภาครัฐที่ถูก “ฝึกอบรม” มาเพื่อรับใช้ระบบอำนาจนิยมเข้มข้น มุ่งผดุงโครงสร้างอำนาจเดิมในประเทศเป็นหลัก แต่เข้าใจโลกภายนอกน้อยลง รวมถึงปรับตัวเข้ากับระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ในสังคมร่วมสมัยได้ไม่ทันการณ์
นี่อาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งว่า ทำไม “เรื่องไม่ชอบมาพากล” จำนวนมากจึงผ่านหูรอดตา “ข้าราชการ” ไปได้ แถมบางครั้ง คนเป็น “ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุไม่ชอบมาพากลเสียเอง
สอง แม้แต่ “นักการเมืองไทย” ที่ควรพึ่งได้ หวังได้ เพราะมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ก็อาจเป็นบุคลากรสำคัญอีกกลุ่มที่มีประสิทธิภาพโดยรวมลดต่ำลง
เริ่มจากกระบวนการตัดสิทธินักการเมืองและยุบพรรคการเมือง อันเกิดขึ้นตลอดสองทศวรรษหลัง ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของวัฒนธรรม “นักการเมืองตัวแทน-นักการเมืองนอมินี” ที่ไม่ได้มีปณิธานจะเข้ามาทำงานการเมืองอย่างกล้าแข็งจริงๆ
แต่เข้ามาสืบทอดอำนาจ-รักษาผลประโยชน์ก้อนเล็กๆ ไว้อย่างพอเป็นพิธี หรือไปพลางๆ ก่อน
อีกมิติหนึ่ง พอคนเป็น “นักการเมือง” ที่ล้วนแล้วแต่ชาญฉลาด เริ่มจับทางได้ว่า หนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาเข้าถึง “อำนาจรัฐยุคปัจจุบัน” ได้สำเร็จ ก็คือ การสยบยอมต่อ “รัฐราชการ”
ศักยภาพของคนเป็น “นักการเมือง” ที่เข้าไปบริหารงานในฐานะรัฐบาลจึงถูก “กด” เอาไว้ เพราะต้องเดินตามอุดมการณ์ ยุทธศาสตร์ แผนงาน ระบบระเบียบ และข้อจำกัดของฝ่ายราชการ ซึ่งก็ด้อยความสามารถลงเหมือนกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว “รัฐไทย” ย่อม “ด้อยประสิทธิภาพ” ลงอย่างไม่ต้องสงสัย
ปราปต์ บุนปาน

