การกล่าวหาว่าการเลือก ส.ว.ที่ผ่านมามีการกระทำขัดต่อกฎหมาย เริ่มบานปลาย
เดิมทีได้ยินแค่พฤติการณ์ กระทั่งออกหมายเรียก ส.ว. 55 คนไปสอบสวน
ตอนนี้คดีเริ่มขยับมาแตะตัวบุคคล
จากที่แตะแค่ “กลุ่มบุคคล” ขณะนี้ได้แตะถึง “ตัวบุคคล” เป็นที่เรียบร้อย
ขณะเดียวกัน การเปิดเกมเอาผิดการฮั้วเลือก ส.ว.ยังเดินหน้าไปเรื่อยๆ โดยมีกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่า “กลุ่ม ส.ว.สำรอง”
เดินหน้าเขย่า ส.ว.ที่นั่งอยู่ในสภาแทบทุกวัน
รุนแรงที่สุดเห็นจะเป็นการเข้าไปให้การกับคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่ น.ส.กุสุมาลวตี ศิริโกมุท พร้อมคณะ ให้ข้อมูลระบุพาดพิงถึง ส.ส. พาดพิงถึงอดีตรัฐมนตรี
และพาดพิงถึงหัวหน้าพรรคการเมือง
กระทั่ง ส.ส.ที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับความเสียหายประกาศจะฟ้อง
ดังนั้น ข่าวสารเกี่ยวกับการฮั้วเลือก ส.ว. จึงดุเดือดเข้มข้นขึ้นมาเป็นลำดับ
ขั้นตอนการกล่าวหาเดินมาถึงการเรียกผู้ถูกร้องจำนวน 55 คน มารับข้อหา ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคมเป็นต้นไป
การฟาดฟันเอาผิดการเลือก ส.ว.ไม่ได้จำกัดวงเพียงแค่นั้น
เพราะนอกสภามีความเคลื่อนไหวของ นายณฐพร โตประยูร อดีตทนายความ ที่ได้ยื่นเรื่องถึงอัยการสูงสุด
ทั้งกล่าวโทษและขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค
กรณีของนายณฐพรนี้มีความน่าสนใจตรง “คำร้อง” ที่ได้กล่าวหา
หนึ่ง กล่าวหาพฤติการณ์ ตั้งแต่วางแผนไปจนถึงได้รับผลการเลือก ส.ว.ออกมา
หนึ่ง กล่าวหาพาดพิงไปถึงตัวบุคคล และพรรค
ด้านการกล่าวหาพฤติการณ์ ได้ระบุว่ามีการใช้เงินก้อนใหญ่ 500 ล้านบาท แจกผู้สมัครระดับอำเภอ คนละ 15,000 บาท มีการทำโพยฮั้วให้กลุ่มพลีชีพ เลือกเป้าหมายแรก เป็นสมาชิกวุฒิสภา 140 คน
ซึ่งภายหลังได้มา 138 คน และสำรองอีก 2
มีการคัดเลือกจากระดับอำเภอไปสู่ระดับจังหวัดและระดับประเทศ โดยคนที่สามารถเข้าสู่รอบจังหวัดได้ จะได้เงิน 50,000 บาท
และหากเข้ารอบระดับประเทศจะได้เพิ่มอีก 100,000 บาท
ข้อกล่าวหาเรื่องใช้เงินทองนี้ยังระบุว่า มีการนำผู้สมัครเข้าพักในโรงแรมนอก กทม. มีการซักซ้อมเลือก โดยให้เขียนเบอร์ผู้สมัครเป้าหมาย แล้วนำเข้าไปในคูหา
มีการกล่าวหาว่า ณ ขั้นตอนนี้มีการจ่ายให้โหวตเตอร์อีก 80,000 บาท
พฤติการณ์เหล่านี้ ในคำร้องยังพาดพิงไปถึงตัวบุคคล และพรรค ยิ่งทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า จริงหรือนี่?
ข้อมูลที่กล่าวหานี้มีการอ้างอิงอีกว่า มาจากข่าวสารที่ปรากฏออกสื่อต่างๆ และอ้างถึงพยานหลักฐานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับ กกต. สืบสวนสอบสวน
อ้างถึงการสอบปากคำพยาน และตรวจสอบข้อมูลทางธุรกรรมบุคคลในขบวนการ ระบุว่ามีการตรวจสอบข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์ ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย
ข้อกล่าวหาทั้งหมดต้องรอการพิสูจน์
แน่นอน ในเมื่อกล่าวหากันถึงระดับนี้แล้ว ทุกอย่างจำเป็นต้องพิสูจน์แล้วล่ะ
ผลการพิสูจน์จะเป็นเช่นไรไม่ทราบ ทุกอย่างขึ้นกับพยานหลักฐาน และการพิจารณา
แต่ถ้าปล่อยให้ข้อกล่าวหาค้างคา คนที่ถูกพาดพิงคงอยู่นิ่งไม่ไหว
รวมถึงกระบวนการต่างๆ ที่มีส่วนในการพิสูจน์ความจริงก็คงอยู่เฉยไม่ได้
เพราะข้อกล่าวหามีผลต่อความเชื่อมั่น
เชื่อมั่นในกระบวนการการได้มาซึ่ง ส.ว. และความเชื่อมั่นในประชาธิปไตยไทย

