เหมือนสังคมไทยกลางปี 2568 กำลังเดินหน้าสู่ “ความเสื่อมถอย” อย่างเต็มรูปแบบ
เริ่มจากมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งอย่างไรเสียก็ต้องมีภาวะตกต่ำชะลอตัวอย่างเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าการเจรจาเรื่องภาษีกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่นำโดย “โดนัลด์ ทรัมป์” จะสำเร็จหรือล้มเหลวมากน้อยแค่ไหนก็ตาม
สิ่งที่บ่งชี้ภาวะชะลอตัวดังกล่าว ก็คือ ตัวเลขประมาณการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเสียงสะท้อนโอดครวญจริงๆ ของคนทำมาหากินจำนวนมาก
หันไปที่มิติการเมือง เรามีรัฐบาลที่ยังเดินหน้าทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้วสองปี
ทั้งยังมีรอยแตกร้าวหรือความขัดแย้งที่ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคในรัฐบาล หรือ “สองสีหลัก” ในพรรคร่วมรัฐบาล
แค่ลำพังพรรคร่วมรัฐบาลใหญ่ๆ มีความเป็นคู่แข่งขันที่ไม่สอดคล้องกลมเกลียวกัน ก็เป็นภาพลักษณ์ที่ดูไม่ค่อยดีอยู่แล้ว
แต่ทำไปทำมา ประชาชนยังเริ่มมองเห็นเค้าลางว่ากำลังมี “ฝ่ายได้เปรียบ” และ “ฝ่ายเสียเปรียบ” มี “ฝ่ายที่ไม่โดนทุบ” และ “ฝ่ายโดนทุบ” ในโครงสร้างรัฐพันลึกแบบไทยๆ
แถม “ฝ่ายเสียเปรียบ” อาจจะเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลเสียด้วย
หันไปที่มิติศาสนา
สาธารณชนเพิ่งตกใจกับข่าวคราวที่พระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ (ชั้นธรรม) เจ้าอาวาสวัดใหญ่ ซึ่งมีผู้คนเข้าไปทำบุญด้วยแรงศรัทธากันอย่างมากมายมหาศาล ถูกกล่าวหาว่าลักลอบใช้เงินวัดเกือบๆ พันล้านบาท ไปกับการเล่นพนันออนไลน์ ผ่านสีกาคนสนิท
นี่คือ “เงินวัด” ที่สังคมไม่เคยตรวจสอบได้เลย ว่าอารามใหญ่ๆ มีเงินมีทรัพย์สินอยู่มากมายมหาศาลเท่าไหร่? ได้มาอย่างไร? ใช้จ่ายไปกับกิจกรรมอะไรบ้างและโดยใคร?
เมื่อเข้าไปติดตามข่าวสารในโลกออนไลน์ พลันที่ปรากฏข่าวฟ้าผ่านครวัดจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายราย ณ ประเทศเพื่อนบ้าน
สิ่งที่น่าสะเทือนใจกว่า ก็คือ คอมเมนต์ซึ่งปรากฏตามโซเชียลมีเดียไทยเกินร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ กลับออกไปในทางสมใจสะใจ เฮฮา รื่นเริงบันเทิงใจกับโศกนาฏกรรมดังกล่าว
ไม่ว่าก่อนหน้านี้ คนไทยกับคนกัมพูชาจะเคยมี “ดราม่า” (ซึ่งส่วนใหญ่หาสาระจริงจังไม่ค่อยได้) ในโลกออนไลน์กันมาเข้มข้นดุเดือดขนาดไหน ไม่ว่า “เขา” จะเคย “ทำอะไร” กับ “เรา” บ้าง
แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าไม่แพ้กัน ที่ “พวกเราเอง” ก็สำแดงสัญชาตญาณความเป็น “อมนุษย์” ออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ในสถานการณ์ความสูญเสียที่มนุษย์ต้องแสดงความเสียใจและเห็นใจต่อกัน
ราวกับกำลังภูมิใจในการแข่งขันว่า ชาติใดจะป่าเถื่อนและไร้อารยะได้มากกว่ากัน หรือชาติใดจะเป็นมนุษย์ได้น้อยกว่ากัน
สังคมไทยจึงกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะเสื่อมศรัทธา สภาวะไร้ความเชื่อมั่น ในมิติสำคัญๆ ในสถาบันสำคัญๆ ทางสังคมการเมือง แทบทุกมิติ แทบทุกสถาบัน
กระทั่งเสื่อมศรัทธาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
ท่ามกลางความล้มเหลวเช่นนี้ เราต้องการผู้นำระดับชาติ ต้องการสถาบันสำคัญ ที่ลุกขึ้นมาปลุกศรัทธา ปลุกความเชื่อมั่น ปลุกวิจารณญาณ ปลุกอุดมคติความใฝ่ฝันด้านดีงามของคนทั้งสังคม ให้ฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
ผู้นำ/สถาบัน ที่ยังไม่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกระจ่างชัด ณ ปัจจุบัน
หรือต่อให้เขา/พวกเขา อาจปรากฏตัวขึ้นมาอย่างเจิดจ้าในอนาคตอันใกล้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่รอดปลอดภัยได้นานขนาดไหนในบ้านนี้เมืองนี้
ปราปต์ บุนปาน

