สถานีคิดเลขที่ 12 : ปรับ ครม.แล้วไงต่อ โดย นฤตย์ เสกธีระ

3.06.25 | 10:53 น.

วันนี้ข่าวคราวการปรับ ครม.เริ่มเข้าเค้า ทั้งเพราะการแสดง “ความอยาก” ของ นายทักษิณ ชินวัตร และการตอบคำถามของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีแนวโน้มว่าจะปรับก่อนหน้านี้กระแสข่าวการปรับ ครม.เกิดขึ้นมาตลอด แต่ปฏิกิริยาของ น.ส.แพทองธารนั้น ออกมาปฏิเสธอย่างรวดเร็วฉับไว

กระทั่งการกระจายข่าวปรับ ครม.ก่อนหน้านี้ น.ส.แพทองธารเริ่มบอกว่า “ใดใดในโลกล้วนอนิจจัง” คล้ายกับการส่งสัญญาณให้รับทราบ

ประเมินกันว่าจะมีการปรับ ครม.เกิดขึ้นเร็วๆ นี้

และเร็วๆ นี้ดังกล่าวกำลังมาถึง คาดการณ์กันว่าจะเกิดกันในเดือนมิถุนายนนี้หรือไม่ก็กรกฎาคม

ตำแหน่งเบื้องต้นพุ่งไปที่กระทรวงมหาดไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วนตำแหน่งอื่นๆ อาจจะสลับกันไปมา

Advertisement

เบื้องต้นมีกระแสข่าวว่ามีข้อเสนอแลกกระทรวงระดับเอในสัดส่วน 1 ต่อ 2

นั่นคือ กระทรวงมหาดไทย 1 กระทรวง แลกกับกระทรวงใหญ่ของพรรคเพื่อไทย 2 กระทรวง

แต่ไม่ทราบว่าจะตอบรับกันขนาดไหนอย่างไรก็ตาม การปรับ ครม.นั้นถือเป็นกลไกการบริหารของ
นายกฯ ที่กฎหมายกำหนดให้ปรับปรุงเพื่อให้การทำงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อเป็นกลไกของนายกฯ จึงให้อำนาจนายกฯ และคำนิยมของคำว่าประสิทธิภาพ หรือไม่มีประสิทธิภาพ ก็คงหนีไม่พ้นนายกฯที่เป็นผู้ประเมินอีกเช่นกัน

สรุปว่าการปรับ ครม.แต่ละครั้งก็หวังว่าจะทำให้อะไรต่อมิอะไรดีขึ้น

แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะปรับ ครม.จริง ก็ไม่ทราบว่า ปัญหาใหญ่ๆ ของประเทศจะคลี่คลายลงไหม

เพราะหลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่าปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นหลายอย่างเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

หากไม่แก้ตรงต้นเหตุของปัญหา ปัญหาที่เป็นอยู่ก็จะเป็นปัญหากันต่อไป

แม้จะเปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยนสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนรัฐบาล แต่ทุกอย่างก็จะติดกับดักต่างๆ ตามกลไกของรัฐธรรมนูญ

หลายปีที่ผ่านมาพิสูจน์ได้ว่า รัฐธรรมนูญมีผลต่อการเมือง และการเมืองก็มีผลต่อประเทศ

เมื่อการเมืองอ่อนแอ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ การจะไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมย่อมทำได้ยาก

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับ ครม. การเปลี่ยนแปลง ส.ส. การเปลี่ยนแปลง ส.ว. อาจช่วยได้แค่บรรเทาอาการของประเทศ

แต่หากจะแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้ คงต้องยอมรับว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แม้ปัจจุบันมีกลุ่มคนผู้พยายามโหยหาการปฏิวัติรัฐประหารแต่นับสิบปีที่ผ่านมาก็มีข้อพิสูจน์ในเรื่องรัฐประหาร

เดิมประเทศไทยมีการยึดอำนาจกันมาแล้ว ผลที่ตามมาคือการสร้างปัญหาเพิ่มขึ้น

เพียงแต่ว่า กลไกของรัฐธรรมนูญปัจจุบันกำหนดกฎเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเข้มงวด

ถ้าไม่ร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไข หนทางสู่การแก้ไขก็ตีบตัน

การดองการแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกดองด้วยบทบัญญัติของกฎหมายประชามติเป็นข้อพิสูจน์ให้แลเห็น

ขณะที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกดอง กระบวนการทำลายกันเองของคนในแวดวงการเมืองก็ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

คนรุ่นใหม่ในวงการการเมืองถูกเขี่ยตกเวที คนรุ่นเก่าก็นำพาประเทศไปไม่ไหว คนที่พอสู้ไหวก็มีศัตรูทางความคิดรอบด้าน ขณะเดียวกันกลิ่นอายปฏิวัติรัฐประหารยังโชยอยู่ตลอดเวลา

ประเทศไทยในปัจจุบันจึงอยู่ในห้วงวิกฤต

เข้าใจว่าการปรับ ครม.คือความพยายามคลี่คลายวิกฤต แต่เมื่อปรับ ครม.แล้ว จะทำอะไรต่อ

หนทางแก้ไขวิกฤตต่างๆ จะขับเคลื่อนไปได้อย่างไรภายใต้ข้อจำกัดที่เกิดจากรัฐธรรมนูญปัจจุบัน

นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]