สถานการณ์รัฐบาลในขณะนี้ไม่สู้ดี นับตั้งแต่เจอศึกในและศึกนอกไปพร้อมๆ กัน กระทั่งบัดนี้ต้องถือว่าสะบักสะบอม
หนึ่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายกฯได้ เพราะถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
การทำหน้าที่ของนายกฯ กับการทำหน้าที่ของรักษาการนายกฯ ย่อมมีความแตกต่าง
และความเชื่อมั่นในสถานภาพของนายกฯก็มีความสำคัญสูง
สอง ผลงานของรัฐบาลที่เจอมรสุมภายในคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้นโยบายหลายอย่างตกอยู่ในสภาพ “เลื่อน” หรือจะเข้าใจว่า “เลิก” ไปก็ได้
ทำให้ความเชื่อมั่นในการทำนโยบายให้เป็นรูปธรรมเริ่มหดหาย
จากกลุ่มคนที่ได้รับความคาดหวังว่าจะเข้ามาช่วย เริ่มตกไปอยู่รวมกับกลุ่มที่ไม่ได้คาดหวังอะไร
สาม กลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาลเริ่มขับเคลื่อน และกำลังขยายแนวความคิดไม่เอารัฐบาลให้กระจายไปเรื่อยๆ โดยใช้จังหวะที่นายกฯอิ๊งค์เพลี่ยงพล้ำ และพรรคภูมิใจไทยแยกตัวออกมาจากรัฐบาลเป็นจุดคิกออฟ
และ สี่ คดีความทั้งกรณีคลิปสมเด็จฯฮุน เซน คดีกรณีชั้น 14 รพ.ตร. คดีฮั้ว ส.ว. คดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล คดีครอบงำพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นคดีที่มีผลได้ผลเสียต่อรัฐบาล สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และการเมืองไทยกำลังงวดเข้ามา
เมื่อตรวจสอบกับผลการสำรวจของนิด้าโพล เมื่อครั้งก่อนพบว่า ความนิยมของนายกฯอิ๊งค์ตกวูบลงไป โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน หัวหน้าพรรคประชาชนได้รับความนิยมสูงสุด
มาถึงการสำรวจครั้งนี้สถานการณ์การเมืองไทยดูจะหนักขึ้น เพราะกลุ่มตัวอย่างนอกจากจะอยากให้นายกฯอิ๊งค์ลาออกมากที่สุดแล้ว ยังเห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแคนดิเดตนายกฯที่เหลืออยู่ที่ควรจะเป็นนายกฯที่สุด
และที่หนักกว่านั้นคือมีกลุ่มตัวอย่างที่ต้องการจะให้ทหารปฏิวัติด้วย
แม้จะทำใจได้ว่า นี่อาจจะเป็นอารมณ์ในช่วงเวลาที่กลุ่มตัวอย่างตอบคำถาม แต่ก็พอมองแล้วว่าเวลาของรัฐบาลเริ่มมีจำกัด
ในห้วงเวลาที่จำกัด รัฐบาลคงต้องเร่งสร้างผลงานหลักๆ ออกมาให้เห็น โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกต้องแก้ไข
ขณะเดียวกัน ฟากฝั่งฝ่ายประชาธิปไตยก็มีการบ้านที่ต้องเร่งทำ นั่นคือ ทำให้ผู้คนยังคงศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
จะทำอะไรจะเล่นเกมการเมืองกันแบบไหน
แต่สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือความหวังที่มีต่อประชาธิปไตย
ทำอย่างไรให้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ จบลงด้วยกติกาประชาธิปไตย
ทำอย่างไรให้กลุ่มคนที่อยากเห็นการปฏิวัติลดน้อยถอยลงไปจนไม่มีเลยสักคน
แม้ในบรรดาทางออกทางการเมืองที่นายทักษิณคาดการณ์จะมี 3 แนวทาง
หนึ่ง นายกฯอิ๊งค์รอดพ้นจากคดีคลิปสมเด็จฯฮุน เซน สอง นายกฯอิ๊งค์ต้องพ้นจากนายกฯ และโหวตให้นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยขึ้นเป็นนายกฯแทน และสาม ยุบสภา
แต่ดูเหมือนว่า กระแสเสียงที่ได้ยินหนาหูกลับเป็นแนวทางที่ 2 และแนวทางที่ 3
แถมยังมีข้อท้วงติงข้อกฎหมายจากเลขาฯกฤษฎีกาเรื่องอำนาจยุบสภาของรักษาการนายกฯ
ความยุ่งยากในการแก้ไขปัญหาย่อมมีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ความยุ่งยากจะมากแค่ไหน จะขัดแย้งกันมากน้อยอย่างไร สิ่งที่ต้องรักษาไว้คือประชาธิปไตย
ไทยเสียโอกาสจากการรัฐประหารมาเป็นสิบปี เพิ่งมีการเลือกตั้งกันได้แค่ 2 ครั้ง
อย่าให้ต้องกลับไปอยู่ในจุดที่ไทยต้องเสียโอกาสอีกเลย
นฤตย์ เสกธีระ

