พื้นที่อีสานใต้ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ “ฐานที่มั่น” สำคัญของภูมิใจไทย
ซึ่งครึกครื้นสนุกสนานกับดนตรีพื้นบ้าน “กันตรึม” มาเนิ่นนาน
วันนี้ความครึกครื้นดังกล่าว กลับกลายเป็นความเคร่งขรึม ซีเรียส เสียแล้ว
เมื่อ ดินแดนแห่ง “กันตรึม” ถูกเปรียบเปรยเป็นดินแดน “GUN ตรึม” ไปเรียบร้อย
ด้วยมีการ สาดกระสุน (การเมือง) ใส่กันอย่างดุเดือด
โดยเฉพาะระหว่างภูมิใจไทย กับเพื่อไทย ที่เปิดศึกใส่กันในทุกแนวรบ
อย่างบนเวทีการเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ ที่ทั้งสองพรรคแพ้ไม่ได้ ทั้งในเรื่องศักดิ์ศรี ทั้งเรื่องคณิตศาสตร์การเมือง ที่ต้องแย่ง ส.ส.เพื่อเพิ่มตัวเลขในสภาให้ได้ ด้วยตอนนี้ 1 เสียง มีค่าต่อภาวะ “การเมืองปริ่มน้ำ” อย่างยิ่ง
การสาดกระสุน (การเมือง) ใส่กันจึงต้องดุเดือด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศบนเวทีหาเสียง ซื้อใจชาวบ้าน ที่กำลังพลุ่งพล่านจากปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา
ด้วยการบอกว่า “ขอเป็นขี้ข้าประชาชน ซึ่งถือเป็นเกียรติของคนทำงานดีกว่าเป็นขี้ข้าคนโกง ขี้ข้าคนขายชาติ”
นำไปสู่การโต้ดุเดือดกลับมาจาก นายใหญ่ “ทักษิณ ชินวัตร” แทบจะทันควัน
“ผมแปลกใจผู้นำเขมรมันไร้จริยธรรมจะตาย แต่เรากลับไปเข้าข้างมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคที่เพิ่งหลุดจากพรรคร่วมรัฐบาล ก็กลับมามองว่าเป็นการขายชาติ เลยไม่รู้ว่าตกลงเข้าเป็นเขมรหรือไม่”
สะท้อนภาวะร้อนฉ่าระหว่าง 2 พรรค
แน่นอนว่าไม่ได้มีเฉพาะการปะทะทางคำพูดเท่านั้น หากแต่ลามไปยังเรื่องอื่นๆ ด้วย
อย่างเรื่องฮั้ว ส.ว.ล่าสุด คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ทำงานร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มีมติเสนอ กกต.ดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 229 ราย
เป็นสมาชิกวุฒิสภา 138 คน กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และเครือข่าย 91 ราย
หาก กกต.ขานรับและส่งฟ้องศาล ย่อมส่งแรงสะเทือนต่อทั้ง ส.ว. “สีน้ำเงิน” และคนพรรคภูมิใจไทยแน่นอน
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการตามไล่เบี้ย คนและพรรคสีน้ำเงิน อีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องการงาน
เช่นให้ดีเอสไอ ลงตรวจสอบการใช้ที่สาธารณประโยชน์ทำสนามบินส่วนบุคคล ที่ตำบลขนงพระ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งโยงถึงธุรกิจของครอบครัว “ชาญวีรกูล”
นายภูมิธรรม เวชยชัย ยังจี้ให้กรมที่ดินสะสางปม ที่ดินเขากระโดงให้เสร็จสิ้น หลังเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อยาวนาน
พร้อมประกาศกวาดล้างยาเสพติดใน 3 เดือนหากทำไม่สำเร็จ ขู่เช็กบิล ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ไปถึงระดับหมู่บ้าน
ซึ่งก็คือการกระทบก็คือการชิ่งไปยังนายอนุทิน ที่สวมหมวก มท.1 โดยตรง ที่ปล่อยปละละเลยเรื่องนี้
ยิ่งกว่านั้น ยังจะรื้อ งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน ในส่วนของ งบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3.4 หมื่นล้าน โดยหาว่า กระจุกบางพื้นที่เช่น กระบี่ สตูล บุรีรัมย์ สุรินทร์
เหล่านี้ คือตัวอย่าง ของการสาดกระสุน (การเมือง) เข้าใส่กัน ซึ่งแม้ดูเหมือนฝ่ายเพื่อไทย จะเป็นฝ่ายรุก
แต่กระนั้นพรรคภูมิใจไทยก็คงไม่งอมืองอเท้า “ตั้งรับ” อย่างเดียว
คงมองหาช่องตอบโต้ในทุกช่องทาง
แน่นอนกับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ และผู้นำรัฐบาลถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ และเผชิญวิกฤตศรัทธา ย่อมมีจุดอ่อนให้ตอบโต้หลายจุด
การเมืองตอนนี้จึงดุเดือด
แม้ลุ้นสนุก แต่ภาวะ “GUN” ตรึม เช่นนี้ ก็ชวนให้หวาดเสียว
ชาวบ้านมีสิทธิเจอลูกหลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกัน
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

