ความเสื่อมศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคณะสงฆ์ไทย นั้นดูจะลุกลามร้าวลึกไปไกลเกินกว่ากรณี “สีกากอล์ฟ” หรือความสัมพันธ์อื้อฉาวระหว่าง “บรรดาท่านเจ้าคุณกับสีกา”
เพราะสังคมไทยตระหนักดีและล่วงรู้มานานแล้วว่า พระสังฆาธิการชั้นผู้ใหญ่ ที่มีอำนาจ ทรัพย์สิน และยศถาบรรดาศักดิ์ นั้นมีแนวโน้มง่ายดายมาก ซึ่งจะก่อพฤติกรรมที่ออกนอกลู่ทาง ขัดฝืนหลักธรรมคำสอนทางศาสนา และละเมิด/ไต่เส้นพระธรรมวินัยได้อยู่เสมอ
ขณะเดียวกัน ใครต่อใครล้วนรู้สึกเหมือนกันว่า พระคุณเจ้า/พระเดชพระคุณ/ท่านเจ้าประคุณ จำนวนมาก คือ “ผู้มีภาพลักษณ์เป็นนักบวช” ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว อาจมีโลกทรรศน์ ชีวทรรศน์ ความมุ่งมาดปรารถนา ไม่ต่างจากบรรดาชนชั้นนำทางการเมือง-ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ
พูดง่ายๆ ได้ว่า โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างลำดับชั้นทางสังคมแบบไทยๆ ได้ออกแบบมาให้พระสงฆ์ทั้งหลายต้อง “ไต่เส้นอันตราย” อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
คำถามคือ พวกเราจะช่วยกันแก้ไขปัญหาหรือเยียวยาสถานการณ์เช่นนี้ ได้อย่างไรบ้าง?
ด้านหนึ่ง อำนาจรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมต้องเข้ามาสะสางปัญหาดังกล่าว ดังบางมาตรการที่เราเห็นกันอยู่
ถ้าพระคุณเจ้ารูปไหนมีปัญหาหรือทำผิดพลาดชัดเจนในฐานะปัจเจกบุคคล ในข้อหา-คดีที่ไม่ยุ่งเหยิง ซับซ้อน พัวพันหลายฝ่าย การบีบให้ลาสิกขาก็คงเกิดขึ้น
ในภาพที่ใหญ่ขึ้นอีกระดับ “ราชกิจจานุเบกษายกเลิกพระบรมราชโองการสถาปนาและพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ (เมื่อเดือนมิถุนายน 2568)” ก็คือมาตรการหนึ่งของรัฐไทย ซึ่งบีบให้คณะสงฆ์จำเป็นต้องปฏิรูป-สังคายนากันเอง ก่อนจะได้รับการยกย่องเชิดชูจากรัฐ
คงต้องจับตาดูว่า รัฐไทยจะมีมาตรการอย่างไรต่อไปในกรณีว่าด้วยปัญหาของคณะสงฆ์ บนเงื่อนไขสำคัญที่ปฏิเสธได้ยากว่า ระบบการปกครองคณะสงฆ์ไทยนั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรัฐ (ทางโลกย์) และมีความแนบแน่นแยกไม่ออกจากกันมากขึ้นตลอดหลายปีหลัง
ยกเว้นเสียแต่ว่า เราจะริเริ่ม “แบ่งเส้นแยก” ระหว่างศาสนากับรัฐให้ชัดเจนขึ้น
อีกด้านหนึ่ง สังคม ประชาสังคม หรือประชาชน ก็สามารถกล่อมเกลาพระสงฆ์ได้เหมือนกัน (แทนที่จะให้พระท่านสั่งสอนเราฝ่ายเดียว)
เพราะต้องยอมรับว่า สังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้มีอำนาจและชนชั้นนำหลายกลุ่ม ก็มักทำให้ “พระเสียพระ”
พระบางรูปที่เริ่มมียศมีตำแหน่งเป็นพระครู เจ้าคุณชั้นสามัญ-ราช-เทพ แม้คนมีหน้ามีตาในสังคมอาจยังไม่ค่อยเข้าหามากนัก (ยกเว้น “เจ้าคุณ” ที่ถูกปั้น-ปั่น-โฆษณาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยเซียนพระใน “อุตสาหกรรมวัตถุมงคล”) แต่ก็ยังพอมี “ช่องว่าง” ให้คนอย่าง “สีกากอล์ฟ” ได้เข้าไปรับใช้-สนองความต้องการของพระเดชพระคุณเหล่านี้
ครั้นพอพระคุณเจ้ามียศถาบรรดาศักดิ์เพิ่มพูนขึ้น คนมีหน้ามีตาในสังคมหลากหลายแวดวงก็พากันเข้าหา บ้างถวายปัจจัย บ้างเข้าไปหวังพึ่งพิงพึ่งพาอำนาจบารมีของพระเดชพระคุณ/ท่านเจ้าประคุณ ไม่ต่างอะไรกับการเข้าหา “ผู้มีอิทธิพล” ซึ่งเป็นฆราวาส
หลายวัด ยามมีเจ้าอาวาสเป็นสมเด็จพระราชาคณะ คนหลากชนชั้นหลายกลุ่มผลประโยชน์ ก็วิ่งเข้าวิ่งออกกันขวักไขว่ แต่พอสิ้นบุญท่านเจ้าประคุณสมเด็จ เหลือแค่เจ้าคุณเทพ เจ้าคุณราช เจ้าคุณสามัญ ญาติโยมก็หายหน้าหายตากันไปเกินครึ่ง
พูดอีกแบบ คือ หลายคนในสังคมก็ “เข้าวัด” เพียงเพื่อไปแสวงหา “คอนเน็กชั่น”
เมื่อเป็นเช่นนี้ การป้องกันไม่ให้ “พระเสียพระ” จึงนับเป็นเรื่องลำบากยากเย็นอยู่
ดังนั้น คนในสังคมจึงต้องปรับทัศนคติของตนเองที่มีต่อพระ/คณะสงฆ์เสียใหม่ เพื่อช่วยเปลี่ยนพระคุณเจ้า/พระเดชพระคุณ/ท่านเจ้าประคุณ ให้เข้ารูปเข้ารอย
พร้อมๆ กับที่พวกท่านต้องเร่งปฏิรูป-สังคายนากันเอง ตามแรงบีบของรัฐ
ปราปต์ บุนปาน

