พฤติกรรมของกองทัพเขมรที่กระทำต่อไทยนั้นคือการก่ออาชญากรรม
เมื่อคนหนึ่งก่อเหตุฆาตกรรมบุคคลอื่น เราเรียกคนนั้นว่าอาชญากร
แล้วรัฐหนึ่ง ก่อเหตุฆ่าผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ก็สมควรจะเป็นอาชญากรเช่นกัน หากแต่ในคำนิยามนั้นเรียกว่า “อาชญากรรมสงคราม”
ไม่น่าเชื่อว่าประเทศกัมพูชาที่มีสถานะระดับรัฐถึงกล้ากระทำการอันเหี้ยมโหด ใช้อาวุธสงครามเปิดฉากยิงเข้าใส่ประเทศไทย
เจาะจงเป้าหมายที่เป็นผู้บริสุทธิ์ ยิงใส่โรงพยาบาล ยิงใส่ร้านสะดวกซื้อในปั๊มน้ำมัน ยิงใส่ชุมชน ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน คนทำมาหากิน ไม่มีอาวุธ ไม่มีพิษมีภัยใดๆ
แต่พวกเขาต้องตาย
พวกเขาที่เอ่ยถึงนี้มีเด็ก มีผู้หญิง มีผู้ชาย ไม่ได้รู้ไม่ได้เห็นกับความต้องการดินแดนของผู้งมงายต่ออำนาจของตัวเอง
พวกเขาไม่รู้หรอกว่า สมเด็จฯฮุน เซน และครอบครัวกำลังต้องการความนิยมจากคนกัมพูชา ไม่ทราบหรอกว่ารัฐกัมพูชากระหายที่อยากจะได้ดินแดนไทยอย่างหนัก เพื่อไปสร้างคะแนนนิยมภายในประเทศ
แต่พวกเขาผู้บริสุทธิ์ซึ่งเป็นคนไทยก็ต้องตกตายไปพร้อมอาวุธสงคราม
ความโหดร้ายเช่นนี้ โลกทั้งใบควรจะได้รับทราบ และออกมารุมประณามการกระทำเช่นนี้ เพื่อมิให้ชาติใดกระทำเป็นเยี่ยงอย่าง
ไม่น่าเชื่อว่ารัฐหนึ่งรัฐจะกระทำการเช่นนี้
หนึ่ง คือ พร้อมที่จะโกหกทั้งประชาชนตัวเอง และประชาคมโลกว่าตัวเองถูกรังแก ทั้งๆ ที่เป็นชาติที่ระดมห่ากระสุนเข้าใส่ราษฎรผู้บริสุทธิ์ของไทยอย่างไม่ปรานี
หนึ่ง คือ พร้อมที่จะหักหลังเพื่อนหรือคนที่สนิท เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง โดยอ้างว่ากระทำเพื่อประเทศชาติ
หนึ่ง คือ พร้อมที่จะเข่นฆ่าชีวิตของผู้คน ทั้งคนไทย และกำลังพลกัมพูชา เพื่อสังเวยกับดินแดน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเอง
การกระทำครั้งนี้ของกัมพูชามีทั้งพยาน และหลักฐาน ชี้ชัดว่าเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม
ไม่น่าเชื่อว่าเพียงหวังผลักดันเรื่องข้อพิพาทในพื้นที่ทับซ้อน กัมพูชาถึงขนาดฆ่าคน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ รวมไปถึงกองทหารของตัวเอง
ทั้งๆ ที่ทางออกของข้อพิพาทนั้นมีทางเลือกอื่นๆ อีกหลากหลาย ซึ่งทั่วทั้งโลกมีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว
การกระทำของ สมเด็จฯฮุน เซน และ ฮุน มาเนต ครั้งนี้ตอกย้ำการทำเพื่อตัวเองมากกว่าทำเพื่อชาติ
ที่สำคัญคือมองเห็น “วัตถุ” มีคุณค่ามากกว่า “ชีวิต”
ดังนั้น กลยุทธ์ของกัมพูชาจึงลอบวางทุ่นระเบิด ทำให้ทหารไทยต้องได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา
ยอมกระทำผิดกฎมนุษยธรรม ด้วยการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยการโจมตีพลเรือน โรงพยาบาล ผู้อ่อนแอกว่า
ยอมพ่นพิษอาวุธสงครามเพื่อคร่าชีวิตเด็ก คนชรา สตรี และคนพิการ ที่อาศัยอยู่ในชุมชน โรงพยาบาล และสถานที่สาธารณะที่มิใช่ฐานกำลังทางทหาร
ยอมใช้ชีวิตของพลเมืองประเทศตัวเองเป็นกำบัง มิให้ฝ่ายไทยทำลายอาวุธสงครามร้ายแรง
พฤติกรรมทุกอย่างที่ปรากฏ ล้วนแล้วแต่เลวร้ายต่อมนุษยชาติ เสมือนกับกองกำลังที่มิใช่รัฐ หากแต่เป็นกองโจรที่ไร้คุณธรรมใดๆ
เรื่องเช่นนี้ถือเป็นปรากฏการณ์ของโลกที่ต้องบันทึกเอาไว้เป็นประวัติศาสตร์
กระบวนการดำเนินการกับผู้สั่งการอำมหิตที่สั่งสังหารผู้บริสุทธิ์ด้วยการใช้อาวุธสงครามเข้าห้ำหั่นควรจะเกิดขึ้น
โลกทั้งใบควรรับรู้ และควรจะลงโทษรัฐที่กล้ากระทำการเช่นนี้
ดังนั้น แม้ไทยและกัมพูชาจะหยุดยิงได้แล้ว แต่พฤติกรรมอันเหี้ยมโหดที่กระทำต่อมนุษย์ก็ควรที่จะต้องดำเนินการต่อ
เพื่อเป็นตัวอย่าง และสกัดกั้นมิให้รัฐใดในโลกนี้กระทำเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป
นฤตย์ เสกธีระ

