เมื่อเทียบบทบาท มหาอำนาจโลกสหรัฐกับจีน ต่อข้อพิพาท “ไทย-กัมพูชา”
ดูเหมือนว่าสหรัฐจะเหนือกว่าจีน
จีน นั้น ผู้แสดงบทบาทคือนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศ
ที่เข้ามาประสานงานให้ผู้นำกัมพูชาและไทย เจรจากันที่มาเลเซีย
และอีกด้าน ให้ นายซุน เว่ยตง รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ พบปะหารือไตรภาคีจีน-กัมพูชา-ไทย อย่างไม่เป็นทางการที่เซี่ยงไฮ้
จีน วางบทบาทตนเอง ในฐานะผู้สนับสนุน “ทางอ้อมและสักขีพยาน” เท่านั้น
ต่างจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่กระโดดเข้ามาเล่นเต็มตัว
ทั้งการโทรศัพท์สายตรงด้วยตนเอง ถึงผู้นำไทย-กัมพูชา อย่างน้อย 2 รอบ
ทั้งการใช้ “เครื่องมือสำคัญ” คือภาษีแบบต่างตอบโต้ (Reciprocal Tariff) มากดดันไทย-กัมพูชา ให้หยุดยิง
การเข้ามายุ่งแบบถึงลูกถึงคนเช่นนี้ปรากฏว่าได้ผลอย่างมาก
เพราะนำไปสู่การหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไข
งานนี้ “เต็มเกิบ” ลูกบอลไหลเข้าเท้าทรัมป์ มากกว่า จีน
ถือว่าทรัมป์ได้ไปเต็มๆ
คือได้โชว์ความเป็น ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ (ที่ ทรัมป์ สถาปนาให้ตัวเอง อย่างไม่ขัดเขิน)
ได้โชว์ฤทธานุภาพนโยบายภาษี ที่สามารถกดดันให้ประเทศทั่วโลก รวมถึงไทย-กัมพูชา ยอมสยบ
และเมื่อ 2 ประเทศ ยอมเป็นเด็กดี
ทรัมป์ ก็ตกรางวัลให้ด้วยการ “ลด” ภาษีให้ ไทย-กัมพูชา เหลืออัตรา 19% เท่ากัน
ทำให้ไทยและคงรวมถึงกัมพูชาโล่งอก และลดความวิตกกังวลถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจลงไปอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม แม้จะโล่งอก แต่สำหรับคนไทย ที่ตอนนี้กระแสชาตินิยมกำลังพุ่งสูงปรี๊ด ต้องทำใจอยู่พอสมควร
คืออย่าไปหวังว่า สหรัฐ ซึ่งเป็นมหามิตรที่ยาวนาน จะเข้าข้างไทยมากกว่า
เพราะถ้าไปดู อัตราภาษี ที่สหรัฐประกาศออกมาตอนแรก
สหรัฐเรียกเก็บจากกัมพูชาสูงสุดในชาติอาเซียนคือ 49% ส่วนไทย 36%
เมื่อสหรัฐโชว์สมดุล เก็บภาษีไทย-กัมพูชาเหลือ 19% เท่ากัน
ถามว่า ใครจะแฮปปี้กว่ากัน เพราะกัมพูชาได้ลดมากกว่า??
ขณะเดียวกัน กัมพูชา ซึ่ง “เขี้ยว” ระดับฝังเพชร ก็มองอย่างทันเกมว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นตอนนี้ ไทยพยายามกดให้อยู่ในระดับ “ทวิภาคี” คืออยากให้คุยกัน 2 ประเทศ ไม่อยากให้ใครมาเกี่ยว
แต่กัมพูชา ต้องการให้เป็นเรื่อง “พหุภาคี” ไม่ยอมคุยแค่สองชาติ
นอกจากดึงมาเลเซียเข้ามาแล้ว กัมพูชายังแสดงความยินดีอย่างไม่ปิดบัง ที่ จะให้สหรัฐเข้ามาเป็นผู้สังเกตการณ์ด้วย
แต่กัมพูชา ก็รู้ดีว่าไทยกับสหรัฐ มีความสัมพันธ์กันมาเนิ่นนานในทุกด้าน รวมถึงการทหารด้วย
ไทย-สหรัฐมีการฝึกทหาร ทั้ง “คอบร้าโกลด์” และ “กะรัต” ในทุกปี
กัมพูชา จึงพยายามถ่วงดุล ด้วยการดึงจีน เข้ามาร่วมด้วย
เราถึงได้เห็น 2 มหาอำนาจ นั่งเป็นสักขีพยานการแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
แน่นอน แม้มีจีน แต่สหรัฐก็น่าจะพอใจกับบทบาทนี้
เพราะนี่เป็นช่องทางที่สหรัฐจะเบียดแทรกเข้าไปในกัมพูชา ที่รู้กันว่าแนบแน่นกับจีนมากแค่ไหน
สหรัฐคงใช้เงื่อนไขที่เปิดให้ตอนนี้ หวนกลับไปสร้างสัมพันธ์กับกัมพูชา เพื่อถ่วงดุลจีนแน่ๆ
ดังนั้นที่หวังว่าสหรัฐจะเอียงมาทางไทยดั่งในอดีต
ทำใจไว้ได้เลย อย่างดีก็แค่ประคองให้สมดุล
อย่างท่าทีต่อข้อพิพาท 2 ประเทศ ของ (ว่าที่) ทูตสหรัฐประจำไทยคนใหม่ดูมีระยะห่างจากไทย
รวมถึงการที่สหรัฐสนใจจะฟื้นการซ้อมรบ “Angkor Sentinel” กับกัมพูชาขึ้นมาอีก
เมื่อลูกฟุตบอลไหลไปในทิศทางนี้
ทรัมป์และสหรัฐ อาจซัดเต็ม “เกิบ” เอาใจกัมพูชามากกว่า
ทำใจไว้หน่อย คนไทยผู้รักชาติทั้งหลาย!
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

