สถานีคิดเลขที่ 12 : สื่อมวลชนกลางวิกฤต โดย ปราปต์ บุนปาน

4.08.25 | 06:45 น.

ทุกคนทราบกันดีว่า ตอนนี้สังคมไทยตกอยู่ใน “วิกฤตการณ์”

ที่เห็นชัดเจนตรงกัน คือ วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่การสู้รบบริเวณชายแดนในชั่วขณะหนึ่ง และทำให้มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่ง วิกฤตความขัดแย้ง-การสู้รบ ก็ค่อยๆ ผลักดันพวกเราเข้าสู่ “วิกฤตจริยธรรม” ที่อันตรายและน่าวิตกไม่แพ้กัน

“วิกฤตจริยธรรม” ที่พวกเราละเลยหรือไม่สนใจ “ความจริง” กันเท่าไหร่ หรือประเมินว่าสิ่งใดเป็น “ความจริง” แบบง่ายๆ โดยการพิจารณาแค่ว่าใคร/ฝ่ายใดเป็นผู้เผยแพร่ “ความจริง” นั้นออกมา

ทว่า “ความจริง” ที่ “ไม่มีอยู่จริง” ในสถานการณ์สงคราม ก็ทำให้พวกเราหลายคนเตลิดเปิดเปิงไปไกล

Advertisement

บางคนอาจจะละเมอเพ้อพกไปถึงขั้นเสนอให้เรายึด “พนมเปญ” หรือส่วนใหญ่ก็ยังหลงคิดว่าเรามีศักยภาพจะทำ “สงครามสั่งสอน” กัมพูชาให้หมอบราบลงได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ขณะที่ “ความจริง” อีกด้าน ซึ่งค่อยๆ ปรากฏออกมา ก็คือ หลายๆ “พื้นที่พิพาท” ที่เราเคลมว่ายึดมาได้หลังหยุดยิงนั้น กลายเป็นว่าเราไม่ได้ครอบครองพื้นที่ดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์

พวกเรากลายเป็น “สังคมเอไอ” เต็มตัว แต่เป็นการใช้ “เอไอ” สร้างเรื่องเท็จกล่าวร้ายผู้นำประเทศอื่นในประเด็นส่วนตัวแบบเลอะเทอะเละเทะ ทั้งที่เราสามารถรวบรวมข้อเท็จจริงจำนวนมากมาวิพากษ์วิจารณ์หรือดำเนินการกับเขาในทางการเมืองระหว่างประเทศได้

การที่พวกเราใช้เอไอสร้างเฟคนิวส์กรณีกัมพูชากันอย่างเกลื่อนกล่น แล้วก็มีพวกเราอีกมากมายมหาศาลพร้อมใจกันแพร่กระจายมันออกไปอย่างกว้างขวางนั้น หากมองจากสายตา “อารยชนภายนอก” ก็คงไม่มีใครประเมินว่า คนไทยมีอารมณ์ขัน ตรงกันข้าม อาจมีผู้ประเมินว่าพวกเรากำลังมืดบอดและคลุ้มคลั่งกันอย่างหนัก

ไม่ต่างอะไรกับเรื่องโรงพยาบาลไทยควร (ปฏิเสธที่จะ) รักษาผู้ป่วยชาวกัมพูชาหรือไม่? ซึ่งไม่ควรเป็นคำถามตั้งแต่แรก ยิ่งคนเป็นบุคลากรทางสาธารณสุขยิ่งไม่ควรตั้งคำถามประเด็นนี้ หรือ
ไม่ควรแสดงจุดยืนว่าจะไม่รักษาชาวกัมพูชา

แต่แน่นอนว่า วิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ได้พัดพาให้พวกเราจำนวนมากพร้อมใจกันตอบคำถามเรื่องนี้ว่า โรงพยาบาลไทยไม่ควรให้บริการชาวกัมพูชาไปแล้วเรียบร้อย

ท่ามกลาง “วิกฤตจริยธรรม” ดังกล่าว หน้าที่ของ “สื่อมวลชน” คือ การกระตุกดึงเหนี่ยวรั้ง “ประชาชน” หรือ “ผู้คนส่วนใหญ่” ในสังคม ที่กำลังโกรธแค้นและรักชาติตนเอง (พร้อมๆ กับเกลียดชัง
ชาติคนอื่น) อย่างถึงขีดสุด

ให้กลับมามองโลกอย่างมี “มนุษยธรรม” มากขึ้น รวมทั้งตระหนักกับ “ความเป็นจริง” ที่ว่า ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา คนไทยและคนกัมพูชารุ่นแล้วรุ่นเล่า จะต้องใช้ชีวิตอยู่ติดกันไปตราบนานเท่านาน

เมื่อ “ประชาชน” กำลัง “เดินพลัดหลง” เข้าไปใน “เขาวงกตแห่งความเท็จและความผิดบาป” ทั้งยังหาทางออกไม่เจอ “สื่อมวลชน” (ที่ไม่พลอยพลัดหลงไปด้วย) จำเป็นต้องช่วยดึงพวกเขาออกมาสู่ “วิถีครรลองแห่งความจริงและความถูกต้อง”

อย่างน้อยในอนาคตข้างหน้า ถ้า “ประชาชน” เหล่านั้น ได้คิดย้อนกลับมาทบทวนถึงประสบการณ์-สถานการณ์ในวันนี้

พวกเขา (พวกเรา) อาจยังพอหัวเราะให้กับ “ความไม่รู้” ของตัวเองได้บ้าง และสามารถตระหนักว่าพวกตนจะ “ไม่ทำผิดซ้ำ” ได้อย่างไร

แต่หาก “สื่อมวลชน” ไม่ทำหน้าที่ที่ควรทำ แล้วหลงใหลไหลตามไปกับ “กระแสมวลชน” (และยอดเอ็นเกจเมนต์) ณ ปัจจุบัน

ในภายภาคหน้า “ประชาชนไทย” (อย่างน้อยหนึ่งรุ่น) ก็จะมีทางเลือกจำกัดจำเขี่ยอยู่แค่สองทาง คือ หนึ่ง ต้องกักขังตนเองอยู่ใน “ความผิดบาป” ที่ชำระล้างไม่ออกตลอดไป และสอง“ทำผิด” แบบเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ตัวว่ากำลัง “ทำผิด” อยู่

ปราปต์ บุนปาน