เมื่อไม่กี่วันมานี้มีรายงานข่าวว่า นายชาตรี อรรจนานันท์ อดีตผู้สมัครตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นคำร้องไปยังผู้ตรวจการแผ่นดินให้เสนอเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัย 3 ข้อ
หนึ่ง ขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมวุฒิสภาที่ให้ความเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568
สอง หากศาลเพิกถอนมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 แล้วขอให้ศาลเพิกถอนและยกเลิกกระบวนการสรรหาครั้งใหม่ที่มีขึ้นและกระบวนการให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 ด้วย
และสาม ขอให้ศาลกำหนดมาตรการชั่วคราวก่อนวินิจฉัยด้วยการสั่งวุฒิสภาให้หยุดหรือระงับการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปก่อน
เหตุผลที่นายชาตรีไปยื่น ระบุว่า วันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่ประชุมวุฒิสภามีวาระในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนหน้านั้นคณะกรรมการสรรหาได้เสนอชื่อ ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และนายชาตรี อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ ให้วุฒิสภาเห็นชอบ
แต่วุฒิสภามีมติ ไม่เห็นชอบ
ตาม พ.ร.ป.ศาลรัฐธรรมนูญฯ ม.12 วรรคเก้า ระบุว่า เมื่อวุฒิสภาไม่เห็นชอบผู้สมัครรายใดหรือทั้งชุด จะต้องส่งรายชื่อผู้ที่ไม่ได้รับการเห็นชอบนั้นกลับไปยังคณะกรรมการสรรหาพร้อมด้วยเหตุผลภายใน 60 วันนับแต่วันที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบ
เมื่อเลยกำหนด นายชาตรีได้ทำหนังสือไปถึงสำนักงานวุฒิสภาเพื่อขอทราบเหตุผล แต่ได้รับคำตอบว่า การลงมติเป็นการประชุมลับ จึงไม่มีการบันทึกเหตุผลว่าวุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบเพราะอะไร
นายชาตรีจึงเห็นว่า การดำเนินการของวุฒิสภาในการไม่ให้ “เหตุผล” เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 วรรคสองที่ระบุให้รัฐสภาต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นิติธรรม เพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติ
และใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระก็ไม่ปรากฏว่า ตำแหน่งอื่นๆ วุฒิสภาต้องส่งเหตุผลไปยังคณะกรรมการสรรหา
มีแต่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่กฎหมายกำหนดเอาไว้
ดังนั้น วุฒิสภาต้องแจ้งเหตุผลไปยังคณะกรรมการสรรหาใช่ไหม
เรื่องนี้ถือเป็นสิทธิของนายชาตรีที่อยากรู้ และถือเป็นโอกาสอันดีของกระบวนการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
เพราะการโหวตเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีข้อครหา
ด้านคุณสมบัติผู้เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า วุฒิสภาไม่เห็นชอบให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ด้านรัฐศาสตร์ ด้านบริหารงานยุติธรรม วุฒิสภา ผ่านความเห็นชอบ
แต่กลับไปเห็นชอบผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์
ด้านความชอบธรรมในการโหวตมีข้อครหา เพราะสมาชิกวุฒิสภากว่าร้อยคนอาจต้องไปสู้คดีเรื่องฮั้วเลือก ส.ว.ในศาลรัฐธรรมนูญ
และผลโหวตออกมาด้วยมติ 143 ต่อ 17 เสียง เห็นได้ว่า ส.ว.หลายคนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี เป็นผู้โหวตสนับสนุนด้วยไม่มากก็น้อย จึงไม่แปลกที่เกิดข้อครหาขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อตัวผู้มีส่วนได้เสียอย่างนายชาตรี การแจ้งเหตุผลที่ไม่เลือกนายชาตรีเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็น่ากระทำ
ตอนนี้ขั้นตอนอยู่ที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ต่อไปเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ยังต้องลุ้น
และเมื่อถึงมือศาลรัฐธรรมนูญแล้ว คดีจะออกมาเช่นไร
ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ
นฤตย์ เสกธีระ

