สิ่งที่จะเกิดขึ้นใน “สิงหาคม-กันยายน” นี้ ชวนระทึกยิ่ง
ด้วยเกี่ยวพันถึงความเป็นไปของประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
หากไล่เรียงตั้งแต่เรื่องร้อนสุด
คือ การปะทะทางทหารระหว่างไทย-กัมพูชา
หลังจากคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee-GBC) ไทย-กัมพูชา ได้ข้อตกลง 13 ข้อ เมื่อ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา
สิ่งที่จะต้องติดตามต่อไปคือ
การประชุม คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee-RBC) ที่ต้องเกิดขึ้นภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 สิงหาคม 2568
และต้องมีการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 สิงหาคม 2568 เพื่อให้ข้อตกลง 13 ข้อเกิดผลโดยสมบูรณ์ ไม่เกิดความขัดแย้งโดยเฉพาะการสู้รบขึ้นอีก
น่าสังเกตว่า ทั้ง GBC และ RBC เป็นกลไกความร่วมมือทวิภาคีฝ่ายทหาร
โดย GBC มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธาน
ส่วน RBC มีระดับแม่ทัพภาค หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า 3 ส่วนเป็นประธาน คือกองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)
ซึ่งตอนนี้ อย่างที่ทราบ เรายังไม่มี รมว.กลาโหม
ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า สิ้น “กันยายน” นี้ เราจะได้ รมว.กลาโหม หรือไม่
ซึ่งตามโผ หรือ “ดีลเดิม” คือชื่อ พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ อดีต ผบ.ทสส. ที่จะพ้นเงื่อนไขต้องเว้นวรรคไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 2 ปี หลังหมดวาระจากการเป็น ส.ว. ในวันที่ 30 กันยายน 2568 นี้
ยังไม่รู้ว่าชื่อ พล.อ.เฉลิมพล ยังคงอยู่ในโผหรือไม่
เพราะขณะนี้เหตุการณ์พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว
ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในปีก เพื่อไทย อ่อนระโหยโรยแรง และอำนาจการต่อรองลดลงมาก
ขณะที่ฝ่ายความมั่นคง โดดเด่น และน่าจะมีบทบาทการนำและกำหนดทิศทางประเทศ โดยเฉพาะด้านความมั่นคง เหนือฝ่ายการเมือง
ชื่อของ รมว.กลาโหม จึงอาจพลิกผัน
ไม่ใช่ฝ่ายการเมืองกำหนด
เช่นเดียวกับ ผู้นำเหล่าทัพ ที่ต้องเปลี่ยนแปลง และต้องเลือกในเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้
เพราะทั้ง พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผบ.ทสส. พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผบ.ทร. และ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผบ.ทอ. เกษียณราชการ
ซึ่งแน่นอนและชัดเจน ว่าในยามที่ กระแสความมั่นคง-ชาตินิยม ขึ้นสูงเช่นนี้
ฝ่ายการเมือง คง “ยื่นมือ” เข้าไปเกี่ยวข้องไม่ได้
ต้องปล่อยให้ “กองทัพ” จัดการเอง
ซึ่งอาจรวมถึง การขึ้นไปกำหนด “รมว.กลาโหม” คนใหม่
และลงไปถึงการจัดแถว ฝ่ายปฏิบัติการ คือแม่ทัพภาคที่ 1 แม่ทัพภาคที่ 2 ที่ล้วนเกี่ยวโยงไปถึง GBC และ RBC ที่จะมีบทบาทในการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา
สรุปง่ายๆ นับจากนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะมีบทบาทขับเคลื่อนเหนือฝ่ายการเมือง ชัดเจนขึ้น
ซึ่งก็คาดหวัง ในแบบ “โลกสวย” ว่า บทบาทที่โดดเด่นนี้จะจำกัดอยู่ในกรอบ “ทหารอาชีพ”
คือปกป้องรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มที่เท่านั้น
ไม่เข้าไปก้าวก่าย ฝ่ายการเมือง ที่แม้จะอ่อนแอโดยเฉพาะกับครอบครัวชินวัตร ทั้ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายทักษิณ ชินวัตร รวมไปถึงพรรคเพื่อไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก
และในห้วงเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้ จะชี้ขาดว่าชะตากรรม “ทางการเมือง” จะออกมาอย่างไร
รอด หรือไม่รอด
อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุดการเมือง “ควร” จะแก้ด้วยการเมือง
ไม่มี “อำนาจอื่น” โดยเฉพาะ “อำนาจกองทัพ” เข้าไปก้าวก่าย
แม้ว่าจะมีเสียงจากปีกอนุรักษ์ ปีกขวา ปีกชาตินิยม รวมไปถึงปีกไม่เอาชินวัตร เรียกร้องหา “อัศวินม้าขาว” มาทำหน้าที่แทนฝ่ายการเมืองมากขึ้น
แต่ก็ควรจะชั่งใจดีๆ
เพราะนั่นอาจไม่ใช่ทางแก้ปัญหา หากแต่วงเวียนอยู่ใน “วงจรเดิมๆ”
ไม่ได้นำพาชาติไปไหน
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

