“คอการเมือง” หลายคนกำลังพุ่งเป้าความสนใจไปยังบทสรุปของ “กระบวนการนิติสงคราม” ระลอกล่าสุด ซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้
ไม่ว่าจะเป็นกรณี “ชั้น 14” ของอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” และกรณี “คลิปเสียงสนทนากับผู้นำกัมพูชา” ของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร”
ในฐานะตัวกำหนดความเป็นไปที่สำคัญที่สุดของการเมืองไทยปลายปี 2568
หากมองในแง่มุมแบบนั้น “งานหนัก-งานใหญ่” ของนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจ หรือต้องการประคับประคองตนเองให้อยู่ในวงจรอำนาจต่อไป ก็คือ ภารกิจที่จะทำให้พวกเขารอดพ้นจากเงื้อมมือของ “กระบวนการนิติสงคราม” ดังกล่าว
การกะเก็งผลลัพธ์การพิจารณาคดีที่กำลังจะออกมา อาจไม่ได้สำคัญเท่ากับการต้องทำทุกวิถีทางให้ผลการพิจารณาคดี “เป็นบวก” กับพวกตนในท้ายที่สุด
คำถามต่อเนื่อง ก็คือ หากผู้นำของ “รัฐบาลเพื่อไทย” หลุดรอดวิบากกรรมข้างต้นมาได้ แล้วการเมืองไทย “จะเป็นยังไงต่อ?”
การต้องตอบคำถามข้อใหม่นี้ต่างหาก ที่อาจทำให้ทุกฝ่ายได้ประจักษ์ชัดเจนถึง “งานหนัก-งานใหญ่จริงๆ” ที่รอคอย “คนการเมือง” ของ “พรรคเพื่อไทย” และ “ตระกูลชินวัตร” อยู่
การพลาดท่า-เสียจังหวะทางการเมืองติดๆ กันในช่วงก่อนหน้านี้ของ “พรรคเพื่อไทย-ตระกูลชินวัตร” ซึ่งถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตการณ์ความสัมพันธ์ระหว่าง “ไทย-กัมพูชา” แล้วผนวกรวมกับกระแสความนิยมต่อ “กองทัพ-ทหาร” ที่สูงขึ้นในหมู่ประชาชนจำนวนมาก ซึ่งกำลังมีอารมณ์ความรู้สึก “รักชาติ” แบบเอ่อท้น
ส่งผลให้ “ดุลอำนาจทางการเมืองไทย” เปลี่ยนแปลงไปมากมายและฉับพลันเกินคาดคิด
ภาพที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด ก็คือ ประชาชนมีความเชื่อมั่นและไว้วางใจ “นักการเมือง-รัฐบาลพลเรือน” น้อยลง แต่หันไปอยู่ข้างเดียวกับ “กองทัพ-ทหาร” อย่างหนักแน่น-แนบแน่นขึ้น
จุดท้าทายหาก “รัฐบาลเพื่อไทย-แพทองธาร” ยังได้ไปต่อในปลายเดือนสิงหาคม จึงได้แก่การต้องพยายามพิสูจน์ให้ประชาชนมองเห็น “น้ำยา-คุณค่า” ของ “นักการเมืองพลเรือน” หรือพยายามรื้อฟื้นคะแนนนิยมของ “นักการเมือง-พรรคการเมือง” ให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด
ถ้าทำ “งานหนัก-งานใหญ่” ชิ้นนี้ไม่สำเร็จ ต่อให้รัฐบาลผ่านด่าน “นิติสงคราม” และยังได้ไปต่อ หนทางที่พวกเขาต้องเดินหน้าต่อไป ก็จะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามอันสาหัสสากรรจ์
“อุปสรรคขวากหนาม” อันหมายถึงประชาชนที่ไม่เชื่อใจหรือเสื่อมศรัทธาใน “รัฐบาลของนักการเมืองจากระบบเลือกตั้ง” และ “ระบอบประชาธิปไตยไทย” มากขึ้นเรื่อยๆ
“อุปสรรคขวากหนาม” อันหมายถึงกองทัพและรัฐราชการที่จะ “ตัวใหญ่” ยิ่งขึ้น และหวนคืนมาเป็น “ตัวเลือกในทางการเมืองที่ปฏิเสธไม่ได้” อีกครั้งหนึ่ง
ปราปต์ บุนปาน

