สัปดาห์นี้วงการเมืองจับจ้องผลคดีวันที่ 29 สิงหาคม ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกร้องเรื่องคลิปสมเด็จฯฮุน เซน
แนวทางการคาดการณ์มีทั้งรอดทั้งไม่รอด
มุมมองที่เห็นว่ารอดก็สอดคล้องกับคำชี้แจงของ น.ส.แพทองธารเรื่องไม่มีเจตนา และไม่เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ
กรณีนี้ถูกมองต่อไปว่า หาก น.ส.แพทองธารรอด จะบริหารราชการแผ่นดินต่อไปอย่างไร
ส่วนมุมมองที่เห็นว่าไม่น่าจะรอดก็หยิบยกแนวทางตามที่ ส.ว.ผู้กล่าวหามาสนับสนุน
ตามมาด้วยข้อวิพากษ์วิจารณ์ทั้งนายกฯอิ๊งค์จะลาออกก่อน ทั้งแนวทางพรรคเพื่อไทยที่ต้องเตรียมแผนสำรอง
ตอนนี้กระแสข่าวยืนยันแล้วว่านายกฯอิ๊งค์ไม่ลาออกก่อน เพราะไม่มีประโยชน์อะไร
ส่วนแนวทางการตระเตรียมก็เป็นเช่นเดิม คือ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯของเพื่อไทย และการนับถอยหลังยุบสภา
ทั้งหมดนี้ไม่ทราบว่าคดีจะออกหัวออกก้อย
แต่ถึงอย่างไร วันที่ 29 สิงหาคมต้องมาถึง
คดีที่ร้อง น.ส.แพทองธารต้องมีคำตัดสิน แล้วหลังจากนั้นประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าต่อไป
เดินหน้าไปท่ามกลางอาการทางเศรษฐกิจที่สาหัสสากรรจ์
ดูจากมุมมอง ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
อาจารย์กิริฎาคาดการณ์เศรษฐกิจข้ามปีหลังจากไทยเผชิญหน้าภาษีทรัมป์ มองว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะโตช้ากว่าปีนี้
สาเหตุจากหนี้ครัวเรือนยังสูง 90% แม้ในช่วง 3 ไตรมาสของปี 2568 จะลดลงเล็กน้อย แต่เป็นการลดลงจากที่แบงก์ไม่ปล่อยกู้ จึงมองไม่ออกว่ากำลังซื้อคนไทยจะโตได้อย่างไร
ขณะที่การท่องเที่ยวชาวต่างชาติคงฟื้นตัวยาก แม้นักท่องเที่ยวไทยกลับมาเกินระดับโควิดแล้ว แต่ยังไม่ได้ช่วยอะไรมาก
และยังมองว่า คงอีกนานที่จำนวนนักท่องเที่ยวจะกลับมาแตะ 40 ล้านคน
มองจากมุมของทีดีอาร์ไอคงเห็นแล้วว่าเส้นทางต่อไปของไทยนั้นสาหัสอยู่ไม่น้อย
ทั้งนี้ เพราะ 2 ปีที่ผ่านมารัฐบาลตะลุยกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ
เสนอแนวทางแก้ไขเพื่อเพิ่มนักท่องเที่ยว กระตุ้นกำลังซื้อ ชักชวนลงทุน มาโดยตลอด
แต่หลายโครงการที่คิดว่าจะทำก็ทำไม่ได้ หลายโครงการที่ทำได้ก็ได้ไม่เต็มสูบ
ตลอดเวลามักจะได้ยินแต่เรื่องเลื่อน และเรื่องเลิก จนกระทบความเชื่อมั่นของรัฐบาล
ขณะที่ปัจจัยที่มีผลซ้ำเติมเศรษฐกิจก็มีมาเรื่อยๆ
ใครว่าการปะทะกันชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่มีค่าใช้จ่าย ใครว่าผลจากการปิดด่านไม่กระทบรายได้ประเทศ
หลังจากฟังทีดีอาร์ไอมองเศรษฐกิจปีหน้าแล้ว คิดว่าไทยยังเหนื่อยต่อไปอีกมาก
การท่องเที่ยวยังแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัยไม่ได้ มาตรการส่งเสริมลงทุนต้องใช้เวลาแปรตัวเลขให้เป็นตัวเงิน การกระตุ้นใช้จ่ายทำได้แค่วงเงินน้อยๆ
ส่วนปัญหาหนี้ก็ซับซ้อนและฝังรากลึกเกินกว่ากลไกปัจจุบันจะรับไหว
ไทยครึ่งปีหลังเรื่อยไปถึงปีหน้าดูท่าอาการทางเศรษฐกิจจะหนักพอตัว
หวังว่าหลัง 29 สิงหาคม การเมืองจะไม่ซ้ำเติมอาการที่หนักอยู่แล้ว ให้หนักมากไปกว่านี้
นฤตย์ เสกธีระ

