“เวียดนามตั้งเป้าหมายจะมีระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม จนสามารถจัดอยู่ในระบบการศึกษาที่ดีที่สุดใน 20 อันดับแรกของโลกภายในปี 2045
เป็นมติจากกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ซึ่งเน้นย้ำหลายเป้าหมายสำคัญ
ได้แก่มหาวิทยาลัยทุกแห่งของเวียดนามได้มาตรฐานระดับชาติ
มหาวิทยาลัยร้อยละ 20 ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล
และมหาวิทยาลัยอย่างน้อย 1 แห่ง จัดอยู่ใน 100 อันดับแรกของโลกภายในปี 2030
เวียดนามจะมุ่งส่งเสริมสร้างทักษะทางดิจิทัล
ความสามารถทางภาษาอังกฤษ
และทักษะปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลาย
พร้อมผลักดันผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมร้อยละ 74 ศึกษาต่อระดับมัธยมปลาย
โดยร้อยละ 35 ต้องศึกษาต่อสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และเทคโนโลยี
เวียดนามยังจะเพิ่มค่าตอบแทนครูอาจารย์ในพื้นที่ด้อยโอกาสเป็น 2 เท่า
เพิ่มงบประมาณทางการศึกษาเป็นร้อยละ 20 ของงบประมาณรัฐ
และปรับโครงสร้างสถาบันอุดมศึกษาที่มีผลการดำเนินงานต่ำเพื่อพัฒนาเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำ
การปฏิรูปเหล่านี้ ยังมุ่งสร้างความทันสมัยของหลักสูตร
สร้างความเป็นเอกภาพของตำราเรียนทั่วประเทศ
เพิ่มการเข้าถึงตำราเรียนฟรีภายในปี 2030
เพื่อยกระดับทุนมนุษย์”
เนื้อหาทั้งหมดข้างต้น มาจาก คอลัมน์ แวดวงอาเซียน หน้าต่างประเทศ มติชน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568
เป็นวันที่ 29 สิงหาคม ที่คนไทยใจจดจ่ออยู่กับคำวินิจฉัยของ “9 ตุลาการ” ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ชี้ชะตา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
ซึ่ง ผลก็ออกมาว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้ไปต่อ
จากนี้ ก็คงนำไปสู่ การสรรหานายกรัฐมนตรีใหม่
ซึ่งก็หวังว่าคงไม่ปั่นป่วน
ยังอยู่ใน “ระบบปกติ” ไม่ไปถึงทางตัน ถึงขนาดไปใช้ช่องทางพิเศษ คือ ต้องหา “นายกฯคนนอก”
หรือเลวร้ายต้องไปพึ่งรัฐบาลพิเศษ ผ่านการยึดอำนาจ หรือรัฐประหาร ตามกระแส “ทหารนิยม” ที่กำลังพุ่งสูงตอนนี้
แต่กระนั้นถามว่า การเมืองภายใต้การนำของผู้นำใหม่
จะเป็นการนับหนึ่ง เพื่อก้าวเดินไปสู่ ความหวัง และอนาคตอันสดใสหรือไม่
ไม่น่าเป็นเช่นนั้น เป็นการนับถอยหลังมากกว่า
ด้วยปัญหาต่างๆ ที่รออยู่นั้น ยากอย่างยิ่งในการแก้ไข
ทางการเมือง ความไร้เสถียรภาพก็คงมากขึ้น
รัฐบาล มีสิทธิที่จะล้มคว่ำได้โดยตลอด
ส่วนปัญหาพื้นฐาน คือเรื่องเศรษฐกิจ ก็ “ป่วย” หนัก
ด้านสังคม ปัญหาในแวดวงพุทธศาสนา ที่ควรจะเป็นพักพิงใจให้กับคนในสังคม ก็อยู่ในภาวะตกต่ำขีดสุด
ด้านความมั่นคง นอกจากยังไม่เห็นความหวังที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา ได้โดยเร็วแล้ว
ตรงกันข้าม กลับมี “เชื้อไฟ” ของความคลั่งชาติ ที่พร้อมจะทำให้ ความรุนแรง ลุกโพลง ขึ้นได้ตลอดเวลา
เรามีโอกาส ติดหล่ม สงคราม ที่เป็น “ความดึกดำบรรพ์” อย่างไม่น่าเชื่อและไม่น่าจะเป็น
ซึ่งตรงนี้ เมื่อย้อนกลับไปอ่าน “การขับเคลื่อนของเวียดนาม”
ที่จงใจยกมาให้อ่านยาวๆ และอย่างเยิ่นเย้อ
ก็เพื่อตอกย้ำให้เห็นความแตกต่าง
ขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งกำลัง “ฮึกห้าวเหิมหาญ” ถึงขนาดจะเอา “อึ” ไปสาดใส่ศัตรูของชาติ
แต่เวียดนาม ซึ่งบอบช้ำกับสงครามมาโดยตลอด
ได้พยายามดึงตัวเองออกจากสงคราม และสร้าง “ชาติ” ขึ้นใหม่ในทุกด้าน
รวมถึงวิชั่นด้านการศึกษาอันทะเยอทะยาน แต่มีความหวัง
เทียบกับอนาคตของไทย
ที่นอกจากไม่สร้าง ไม่มีความหวัง แล้ว
เรายังพากัน “ถอยหลัง” ไปสู่ความ “สาหัสสากรรจ์” อย่างเซื่องๆ ประสา “ชาติป่วย”
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

