ทําไม “สมเด็จฯฮุน เซน” แห่งกัมพูชา ถึงทำนายอนาคตการเมืองไทย และอนาคตทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ?
บางคนอาจเชื่อว่า “ฮุน เซน” มี “ข่าวซีฟ-ข่าววงใน” หรือกระทั่งร่วมมือกับขั้วอำนาจบางฝ่ายของไทย
แต่อีกด้านหนึ่ง “ผู้ทรงอำนาจของประเทศเพื่อนบ้าน” ก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้าถึง “ข้อมูลลึกลับ” ชุดใดเลย
แค่เพียงเขา “เข้าใจ” โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และพล็อตเรื่องราวเดิมๆ ที่พยายามกำกับ ควบคุม แช่แข็งสังคมการเมืองไทยเอาไว้อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้ง
เขาก็ย่อม “อ่านขาด” ว่าทิศทางการเมืองไทยในแต่ละห้วง กำลังเคลื่อนหน้าไปสู่จุดไหน อย่างไร
เป็นคนไทยจำนวนไม่น้อย สื่อการเมืองไทย ตลอดจนกูรูหน้าจอส่วนใหญ่ต่างหาก ที่มัวไปหลงทางกับ “สถานการณ์ปลีกย่อยเฉพาะหน้า” ในนามของการดีล การต่อรองอำนาจ และคณิตศาสตร์การเมืองสูตรต่างๆ (ทั้งการคำนวณเสียงตุลาการรัฐธรรมนูญ มาจนถึงการคำนวณเสียง ส.ส. ในสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ ใหม่)
กระทั่งลืมเลือน “สารัตถะสำคัญอันเรียบง่ายที่สุด” ของการเมืองไทยไป
นั่นก็คือเมื่อโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และพล็อตนิทานการเมืองเรื่องเดิม กำหนด “สตอรี่” ไว้อย่างไร
สังคมการเมืองไทยก็มีแนวโน้มที่ดำเนินไปเช่นนั้นนั่นแหละ
ตราบใดที่การดีล การต่อรองอำนาจ และการคิดสูตรคณิตศาสตร์ของบรรดานักการเมือง (ทั้งที่มาและมิได้มาจากการเลือกตั้ง) ไม่ได้วางพื้นฐานอยู่บนการ “คิดการใหญ่” เพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างอำนาจดังกล่าว
การเมืองไทยก็ย่อมเดินวนลูปซ้ำรอยเดิมอยู่อย่างนี้ ไม่มีพลิกผัน
หากมีผู้ปรารถนาดีจำนวนหนึ่ง เริ่มรู้สึกว่าการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน (เอาเข้าจริงคือในรอบเกือบสองทศวรรษหลัง) อยู่ในสภาวะ “ไปต่อไม่ได้”
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการนิติสงครามสามารถโค่นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งลงได้ง่ายๆ ด้วยพล็อตคำวินิจฉัยเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนนักการเมืองก็ต้องยอมรับเงื่อนไขการได้จัดตั้งรัฐบาล โดยแลกกับการบิดพลิ้วไม่ผลักดันเจตจำนงที่ประชาชนจำนวนมากในประเทศแสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้ง
พวกเขา (ซึ่งอาจรวมถึงพวกเราด้วย) ต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาข้างต้น และนำพาประเทศให้หลุดพ้นออกจาก “วงจรอุบาทว์” แบบเดิมได้?
ณ ขณะนี้ ดูจะเหลือหนทางอยู่แค่สองสาย
ทางที่หนึ่ง เป็นภารกิจที่ใหญ่มาก ยากมาก และมองไม่เห็นความเป็นไปได้ นั่นคือการรื้อถอนโครงสร้างที่ครอบงำการเมืองไทยแบบเดิมออกไปให้หมด แล้วลงมือก่อร่างสร้างโครงสร้างในอุดมคติแบบใหม่ขึ้นทดแทน
ทางที่สอง คือการพยายามพาตัวเองแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างอำนาจแบบเก่า แล้วค่อยๆ ลงมือหาทางเปลี่ยนแปลงมัน โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่าพวกตนมิได้เข้ามาเพื่อดีล เพื่อต่อรองผลประโยชน์จนได้เข้าถึงอำนาจแบบชั่วครั้งชั่วคราว (เป็นนายกฯ คนละปี เสมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี) หรือเพื่อเล่นเกมคิดเลขไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ
ด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ว่าอยากเปลี่ยนแปลง เจตจำนงที่อยากจะคิดต่างและกระทำต่างออกไปเช่นนั้น จึงจะสามารถผ่าตัด-ซ่อมแซมโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมทางการเมืองอันพิกลพิการ รวมถึงสามารถขีดเขียนสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ จากภายใน (ที่ชำรุดผุพัง) ได้บ้าง
ปราปต์ บุนปาน

