สถานีคิดเลขที่ 12 : เข้าใจการเมืองไทย โดย ปราปต์ บุนปาน

1.09.25 | 06:50 น.

ทําไม “สมเด็จฯฮุน เซน” แห่งกัมพูชา ถึงทำนายอนาคตการเมืองไทย และอนาคตทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร” ได้อย่างถูกต้องแม่นยำ?

บางคนอาจเชื่อว่า “ฮุน เซน” มี “ข่าวซีฟ-ข่าววงใน” หรือกระทั่งร่วมมือกับขั้วอำนาจบางฝ่ายของไทย

แต่อีกด้านหนึ่ง “ผู้ทรงอำนาจของประเทศเพื่อนบ้าน” ก็อาจไม่จำเป็นต้องเข้าถึง “ข้อมูลลึกลับ” ชุดใดเลย

แค่เพียงเขา “เข้าใจ” โครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และพล็อตเรื่องราวเดิมๆ ที่พยายามกำกับ ควบคุม แช่แข็งสังคมการเมืองไทยเอาไว้อย่างถ่องแท้กระจ่างแจ้ง

เขาก็ย่อม “อ่านขาด” ว่าทิศทางการเมืองไทยในแต่ละห้วง กำลังเคลื่อนหน้าไปสู่จุดไหน อย่างไร

Advertisement

เป็นคนไทยจำนวนไม่น้อย สื่อการเมืองไทย ตลอดจนกูรูหน้าจอส่วนใหญ่ต่างหาก ที่มัวไปหลงทางกับ “สถานการณ์ปลีกย่อยเฉพาะหน้า” ในนามของการดีล การต่อรองอำนาจ และคณิตศาสตร์การเมืองสูตรต่างๆ (ทั้งการคำนวณเสียงตุลาการรัฐธรรมนูญ มาจนถึงการคำนวณเสียง ส.ส. ในสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯ ใหม่)

กระทั่งลืมเลือน “สารัตถะสำคัญอันเรียบง่ายที่สุด” ของการเมืองไทยไป

นั่นก็คือเมื่อโครงสร้างอำนาจ โครงสร้างทางวัฒนธรรม และพล็อตนิทานการเมืองเรื่องเดิม กำหนด “สตอรี่” ไว้อย่างไร

สังคมการเมืองไทยก็มีแนวโน้มที่ดำเนินไปเช่นนั้นนั่นแหละ

ตราบใดที่การดีล การต่อรองอำนาจ และการคิดสูตรคณิตศาสตร์ของบรรดานักการเมือง (ทั้งที่มาและมิได้มาจากการเลือกตั้ง) ไม่ได้วางพื้นฐานอยู่บนการ “คิดการใหญ่” เพื่อเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโครงสร้างอำนาจดังกล่าว

การเมืองไทยก็ย่อมเดินวนลูปซ้ำรอยเดิมอยู่อย่างนี้ ไม่มีพลิกผัน

หากมีผู้ปรารถนาดีจำนวนหนึ่ง เริ่มรู้สึกว่าการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน (เอาเข้าจริงคือในรอบเกือบสองทศวรรษหลัง) อยู่ในสภาวะ “ไปต่อไม่ได้”

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญหรือกระบวนการนิติสงครามสามารถโค่นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งลงได้ง่ายๆ ด้วยพล็อตคำวินิจฉัยเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนนักการเมืองก็ต้องยอมรับเงื่อนไขการได้จัดตั้งรัฐบาล โดยแลกกับการบิดพลิ้วไม่ผลักดันเจตจำนงที่ประชาชนจำนวนมากในประเทศแสดงออกผ่านคูหาเลือกตั้ง

พวกเขา (ซึ่งอาจรวมถึงพวกเราด้วย) ต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาข้างต้น และนำพาประเทศให้หลุดพ้นออกจาก “วงจรอุบาทว์” แบบเดิมได้?

ณ ขณะนี้ ดูจะเหลือหนทางอยู่แค่สองสาย

ทางที่หนึ่ง เป็นภารกิจที่ใหญ่มาก ยากมาก และมองไม่เห็นความเป็นไปได้ นั่นคือการรื้อถอนโครงสร้างที่ครอบงำการเมืองไทยแบบเดิมออกไปให้หมด แล้วลงมือก่อร่างสร้างโครงสร้างในอุดมคติแบบใหม่ขึ้นทดแทน

ทางที่สอง คือการพยายามพาตัวเองแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างอำนาจแบบเก่า แล้วค่อยๆ ลงมือหาทางเปลี่ยนแปลงมัน โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่าพวกตนมิได้เข้ามาเพื่อดีล เพื่อต่อรองผลประโยชน์จนได้เข้าถึงอำนาจแบบชั่วครั้งชั่วคราว (เป็นนายกฯ คนละปี เสมือนเล่นเก้าอี้ดนตรี) หรือเพื่อเล่นเกมคิดเลขไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ

ด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ว่าอยากเปลี่ยนแปลง เจตจำนงที่อยากจะคิดต่างและกระทำต่างออกไปเช่นนั้น จึงจะสามารถผ่าตัด-ซ่อมแซมโครงสร้างอำนาจและวัฒนธรรมทางการเมืองอันพิกลพิการ รวมถึงสามารถขีดเขียนสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ จากภายใน (ที่ชำรุดผุพัง) ได้บ้าง

ปราปต์ บุนปาน