ดูเหมือนว่าเกมการชิงนายกรัฐมนตรีหลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ จะดุเดือด
แต่ก็เป็นความเดือดที่อยู่ในเกม คือ อยู่ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในช่วงเปลี่ยนผ่าน
สมัยที่พรรคก้าวไกลได้ ส.ส.จำนวนสูงสุด พรรคเพื่อไทยมี ส.ส.เป็นอันดับ 2 จุดชี้ขาดผู้ที่จะเป็นนายกฯได้ต้องผ่านทั้งสภาและวุฒิสภา
ต้องมีเสียงสนับสนุนจากสภาเกินกึ่งหนึ่ง และต้องมีเสียงสนับสนุนจากวุฒิสภา 1 ใน 3 ของจำนวน ส.ว.ทั้งหมด
เกมจึงไปตกอยู่ที่ ส.ว. และเมื่อ ส.ว.ไม่ชอบ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำให้นายพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ
บรรดาพรรคการเมืองจึงต้องเอนเอียงตามความต้องการของ ส.ว.
แล้วก็ไปเข้าทางพรรคเพื่อไทยที่ยอมสลัดทิ้งพรรคก้าวไกล และเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเป็นนายกฯ
และกลายเป็นความเคืองใจระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทยมาถึงบัดนี้
แต่เกมการชิงนายกฯในขณะนี้ สมาชิกวุฒิสภาไม่ได้อยู่ในสมการโหวตเลือกนายกฯ
เกมกลับกลายเป็นฝ่ายพรรคเพื่อไทยที่ชูเป็นรัฐบาลขั้วเดิม มี นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ กับพรรคภูมิใจไทยที่เสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ยังมีเสียงในสภาไม่ถึงครึ่ง
ตัวแปรสำคัญอยู่ที่พรรคประชาชน โดยประกาศสนับสนุนขั้วที่ยอมทำตามเงื่อนไข 3 ประการ
หนึ่ง ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน สอง ต้องทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสาม พรรคประชาชนยังขอเป็นฝ่ายค้านต่อไป
ทั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวว่ามีกลุ่มผู้ไม่ปลื้มกับประชาธิปไตยพยายามจะตั้งรัฐบาลตามมาตรา 5
ขณะที่พรรคประชาชนก็เข้าใจดีว่าเกมชิงนายกฯครั้งนี้ ไม่ใช่วุฒิสภาเป็นผู้กำหนดเหมือนเก่า
หากแต่ผู้กำหนดคือพรรคประชาชน
ดังนั้น ตอนที่วุฒิสภาซึ่งสืบเชื้อสายมาจาก สนช. เป็นผู้กำหนดเกมนายกฯ สนช.ย่อมดำเนินการทุกอย่างเพื่อสนอง คสช.
ในเมื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรครวมไทยสร้างชาติที่มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่ด้วย และแคนดิเดตนายกฯจากพรรคพลังประชารัฐที่มีชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อยู่ด้วย ไม่สามารถจะก้าวเข้าสู่การแข่งขันได้ เนื่องจากจำนวน ส.ส.ไม่เพียงพอ
กลไกของวุฒิสภาตอนนั้นจึงเป็นผู้กำหนดเกมชิงนายกฯ
แล้ววุฒิสภาก็เลือกแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ และมีพรรคอื่นๆ เข้าร่วมเป็นรัฐบาลผสม
ณ วันนี้เกมชิงนายกฯอยู่ในมือของพรรคประชาชน
พรรคประชาชนคือพรรคก้าวไกลเดิม เป็นพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน จนทำให้ได้ ส.ส.มากที่สุดในสภา
ดังนั้น เชื่อว่าพรรคประชาชนจะเลือกข้างที่อำนวยประโยชน์ให้กับประชาชนคนไทย
ตอบโจทย์พรรคก้าวไกลเดิมที่เคยหาเสียงเอาไว้
เสียงโหวตของพรรคประชาชนในครั้งนี้ แม้ดูเหมือนว่าโหวตเสร็จแล้วจะหมดภารกิจ
แต่ผลโหวตย่อมตามมาด้วยความรับผิดชอบ
ขณะที่วุฒิสภาที่สืบสายมาจาก สนช. ต้องรับผิดชอบต่อ คสช.
พรรคประชาชนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน
ผลโหวตของพรรคประชาชนจึงเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยงไปพร้อมๆ กัน
นฤตย์ เสกธีระ

