พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และพรรคเพื่อไทย ยังคงเป็นสามพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุด จากการสำรวจความเห็นของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนทั้งสามพรรคจะมีพันธกิจที่ผิดแผกแตกต่างกัน เพื่อประคับประคอง ฟื้นฟู หรือเพิ่มเติมความนิยมของตนเอง
ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้นำรัฐบาล ภารกิจหลักย่อมเป็นการส่งมอบพันธสัญญาที่ให้ไว้กับสังคม (ผ่านเอ็มโอเอที่ร่วมลงนามกับพรรคประชาชน) ได้ตรงตามกำหนดเวลา รวมถึงการใช้เวลาสั้นๆ ที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
รัฐบาลภูมิใจไทย ไม่ได้มีแค่ข้อจำกัดในเรื่องของเวลาและสัญญาประชาคมข้างต้น หากยังถูกควบคุมด้วยเงื่อนไขพิเศษ เช่น ประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งส่งผลให้แนวคิด “ทหารนำการเมือง” แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง
เชื่อได้ว่าข้อเสนอเปิดด่านชายแดนบางส่วน-บางกรณี เพื่อบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งต่อประเทศไทย กัมพูชา และประเทศที่สามอื่นๆ นั้นน่าจะเคยผ่านหูผ่านตานายกรัฐมนตรี “อนุทิน ชาญวีรกูล” ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ (โปรไฟล์หรู) ทุกคน และว่าที่ รมว.กลาโหม มาบ้างพอสมควร
โดยทุกท่านน่าจะตระหนักดีว่า เราไม่อาจ “ปิดด่านชายแดน” ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่คำนึงถึง “ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ”
โจทย์จึงอยู่ที่ว่า รัฐบาลจะค่อยๆ ผลักดันแนวคิดนี้ให้มีผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร โดยไม่ขัดแย้งกับกองทัพและขัดฝืนกับความรู้สึกโกรธแค้นประเทศเพื่อนบ้านของคนในสังคม
ข้ามฟากมาที่พรรคประชาชน ซึ่งต้องเร่งแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากการโหวตสนับสนุนอนุทินเป็นนายกฯ
นี่อาจไม่ใช่การเปลี่ยนจุดยืนหรืออุดมการณ์อย่างกลับหัวกลับหางโดยสิ้นเชิง แต่เป็นการ “เปลี่ยนเกม” มาสู่แนวคิดเชิง “ปฏิบัตินิยม” มากขึ้น ซึ่งไม่แนบสนิทกับภาพลักษณ์ “ความเป็นพรรคที่เข้มแข็งในเชิงอุดมการณ์” ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
โจทย์มีอยู่ว่า ทำอย่างไรบรรดาโหวตเตอร์-ผู้สนับสนุนที่วิพากษ์วิจารณ์และไม่เชื่อมั่นต่อแนวคิด “ปฏิบัตินิยม” ดังกล่าว จึงจะยังมองเห็นพรรคประชาชนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของพวกเขา
โดยมีเงื่อนไขว่า ถ้ารัฐบาลภูมิใจไทยอยู่ยาว ถ้ากระบวนการตั้งไข่เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ล้มเหลว พรรคประชาชนก็ยิ่งต้องรับ “ผลกรรม” จากการ “โหวตอนุทิน” อย่างหนักหนาสาหัสมากขึ้น
กระนั้นก็ตาม พรรคประชาชนยังมี “จุดแข็ง” คือมีระบบพัฒนาบุคลากรที่ดี จนทำให้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ที่เคยถูกสบประมาท กลายเป็นหัวหน้าพรรคที่มุ่งมั่น เด็ดเดี่ยว และหลักแหลมขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองอันผันผวน
หรือแม้ผู้สนับสนุนเก่าบางส่วนอาจผิดหวังกับท่าทีล่าสุดของพรรค แต่ก็ต้องยอมรับว่ายังไม่มีตัวเลือกอื่น ที่จะขึ้นมาเป็น “หัวหอกฝ่ายประชาธิปไตย” ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าพรรคประชาชน
ปิดท้ายด้วยพรรคเพื่อไทย ซึ่งโจทย์ใหญ่สุดคือการยอมเข้าเรือนจำของ “ทักษิณ ชินวัตร” นั้นส่งผลบวกหรือลบกันแน่
“ผลบวก” ในความหมายของคะแนนสงสาร และการเรียกความเชื่อมั่นว่าอดีตนายกฯ ยังพร้อมกลับมา “สู้ต่อ” ในบ้านเกิดเมืองนอน
“ผลลบ” ในแง่ที่ว่าทักษิณจะกลายเป็น “ผู้มีมลทิน” ซึ่งไม่ใช่ผู้นำทางการเมืองที่ได้รับการยอมรับนับถือในวงกว้างอีกแล้ว
เวลาเท่านั้นที่จะตอบคำถามข้อนี้ได้
อีกหนึ่งความท้าทายใหญ่ คือ ตกลงยุทธศาสตร์ทางการเมือง ณ ปัจจุบันของเพื่อไทยคืออะไรกันแน่?
ถึงตอนนี้ ดูเหมือนภารกิจหลักของเพื่อไทยยังเป็นการตาม “ล้างแค้น” พรรคประชาชน ทว่า ยังมองไม่เห็นภาพว่าเพื่อไทยจะสู้กับภูมิใจไทยอย่างไร ในสมรภูมิเลือกตั้งที่ทั้งสองพรรคต้อง
“งัดกัน” ในหลายพื้นที่
ยังไม่เห็นภาพว่าถ้าได้โอกาสเป็นรัฐบาลอีกครั้ง “รัฐบาลเพื่อไทย” จะดีกว่า-เก่งกว่า “ครม.ในช่วงปี 2566-2568” ได้อย่างไร
ยังไม่เห็นภาพว่าเพื่อไทยจะเรียกคะแนนนิยมของพรรคกลับมาด้วยวิธีการไหน เมื่อ “ตระกูลชินวัตร” ไม่ใช่จุดขายที่เข้มแข็งเช่นเดิม
ปราปต์ บุนปาน

