อย่าให้ปะทุในไทย
เหตุการณ์ 2 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย และเนปาล ที่หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่ออกมาก่อเหตุประท้วง และก่อความรุนแรงขึ้น
มีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และที่สำคัญก็คล้ายคลึงกับปัญหาประเทศ
การประท้วงอย่างรุนแรงที่อินโดนีเซียจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต มีปัญหาด้านหลักคือเศรษฐกิจปากท้อง
เหตุกระตุ้นให้เกิดเหตุร้ายคือความรู้สึกเหลื่อมล้ำ
เมื่อปรากฏข่าวว่า ต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์ที่อินโดนีเซียรุนแรงคือ การเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้สมาชิกรัฐสภา
ขณะที่นักการเมืองมีเงินเพิ่ม ประชาชนจำนวนมากกำลังมีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
นอกจากปัญหาเศรษฐกิจปากท้องแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเข้ามาเสริม
การใช้กฎหมายเล่นพวก พฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากล ได้ปลุกให้คนรุ่นใหม่ตื่นตัว
ประเด็นการผลักดันให้ลูกอดีตประธานาธิบดีได้เป็นรองประธานาธิบดีทั้งๆ ที่มีอายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนด
การตีความขององค์กรตัดสินที่ยืนยันว่าลูกอดีตประธานาธิบดีดำรงตำแหน่งได้
การถูกมองว่าเล่นพรรคเล่นพวก ได้ทำให้มวลชนสุดจะอดกลั้น
สำหรับการประท้วงที่เนปาล กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงก็คือคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเจน Z
เหตุการณ์ครั้งนี้กลุ่มวัยรุ่นทำให้คนตาย ไล่ทำร้ายผู้คน และลงมือเผาสถานที่สำคัญ
สาเหตุมาจากความไม่พอใจนักการเมือง ซึ่งก็คือนายกฯ และตระกูล
ประเด็นที่จุดไฟจนกลายเป็นการก่อการจลาจลครั้งนี้ก็คือ การทุจริตคอร์รัปชั่นและระบบอุปถัมภ์ในแวดวงการเมืองเนปาล
เมื่อคนรุ่นใหม่รับไม่ได้จึงเริ่มออกมาเรียกร้อง
เยาวชนเนปาลคิกออฟแคมเปญผ่านแอพพลิเคชั่น TikTok ติดแฮชแท็ก “#NepoKids” เปิดโปงวิถีชีวิตที่หรูหราของลูกหลานนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ระดับสูง
ขณะที่ประชาชนทั่วไปตกอยู่ในความยากลำบาก มีรายได้ต่อปีน้อยมาก ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องคุกคาม คนว่างงานสูงขึ้น แม้แต่เยาวชนก็ว่างงานสูง ทำให้คนหนุ่มสาวต้องไปทำงานต่างประเทศ
ฝ่ายรัฐบาลเนปาลก็ใช้วิธีปิดหูปิดตาประชาชนด้วยการปิดกั้นโซเชียลมีเดีย
สุดท้ายม็อบวัยเจน Z ก็ปะทุเดือด กลายเป็นภาพที่ทั่วโลกได้เห็น และรู้สึกตกใจ
จากเหตุร้ายที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซีย และเนปาล สรุปสาเหตุของความไม่พอใจคือ เศรษฐกิจปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ การทุจริต เล่นพรรคเล่นพวก ปิดหูปิดตาประชาชน
กลุ่มก่อเหตุเป็นคนรุ่นใหม่ที่หมดหวังนักการเมืองนอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้กลับซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก
สุดท้ายก็ต้องออกมาเรียกร้อง เมื่อเรียกร้องแล้วไม่ฟังก็ต้องยกระดับการประท้วง กระทั่งกลายเป็นเหตุร้าย
เมื่อมองสถานการณ์จาก 2 ประเทศ แล้วเหลียวมามองสถานการณ์ในไทย
พบว่า ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ความเหลื่อมล้ำ การเล่นพรรคเล่นพวก การทุจริต มีความใกล้เคียง
พบว่า รัฐบาล นักการเมือง และผู้คนแวดล้อม มีภาพลักษณ์ในเชิงลบเช่นกัน
นี่แสดงว่า สังคมไทยสุ่มเสี่ยงกับเหตุร้าย สมควรตัดไฟเสียแต่ต้นลม
รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ สกัดทุจริต โชว์ความโปร่งใส ให้เห็นเป็นรูปธรรม
ต้องร่วมมือร่วมใจกันสกัดมิให้เหตุร้ายปะทุขึ้นในไทยเหมือนกับอินโดฯ และเนปาล
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

