มองเข้าไป “พรรคประชาชน” –สีส้ม
เราอาจมองสีส้มออกเป็น 2 เฉดสี
เฉดแรก คือสีส้ม “จาง”
เฉดสอง คือสีส้ม “เข้ม”
สีส้มจางนั้น เป็นอย่างที่แลเห็น คือ มีการพูดและปรามาสกันมากขณะนี้
ปรามาสว่าที่ส้ม “จาง” ก็เพราะมาจากการเลือกของพรรคประชาชนเอง ที่หนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นเป็นนายกฯ
เหมือนเป็นการปล่อย “หนู” ลง “รู”
รูอันคดเคี้ยว เลี้ยวลด ที่ “หนู” มีความชำนิชำนาญในการขับเคลื่อนเหนือกว่าคนอื่นรวมถึงพรรคประชาชนด้วย
นี่จึงนำไปสู่การปรามาสแรงๆ ต่อพรรคสีส้ม
ว่า โง่ ไร้เดียงสา ไม่ทันเกม และที่สุดจะถูกหลอก
ซึ่งตอนนี้ก็มีสัญญาณหลายอย่างบ่งบอกเช่นนั้น
แน่นอน พรรคประชาชน คงต้องทำงานหนักเพื่อพิสูจน์ตนเองว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่
ถ้าทำไม่ได้ ก็คงจะกลายเป็น “ส้มจาง” นำไปสู่ภาวะ “ล้มละลายทางการเมือง”
ซึ่งจะโทษใครไม่ได้ นอกจากตนเอง
อย่างไรก็ตาม ในเฉด “ส้มจาง” นั้น
เราก็แลเห็นเฉด “ส้มเข้ม” ด้วย
เข้มของภาวะ ความเป็นเอกภาพของพรรคนี้ ที่ต้องยอมรับถือว่าสูงมาก
สูงมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดกับพรรคการเมืองอื่นๆ ขณะนี้
ไม่ว่า พรรคประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ
ที่ต่างอยู่ในภาวะ “พรรคแตก” ต้องหาทางแก้กันจ้าละหวั่น
ประชาธิปัตย์ มีกระแสเรียกร้องให้กลับไปหาตัวเลือก “เก่า” แต่ดูดีที่สุดตอนนี้ คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ซึ่งไม่รู้กลุ่มที่กุมอำนาจที่แท้จริงในพรรคตอนนี้ ว่าจะยอมหรือไม่
ส่วนรวมไทยสร้างชาติ แม้จะมีความพยายามของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่จะประคองพรรคให้อยู่ต่อไป
แต่อนาคตพรรคนี้ ริบหรี่ อย่างยิ่ง
เช่นเดียวกับ พรรคพลังประชารัฐ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คงต้องเฝ้าพรรคอย่างโดดเดี่ยว เพราะคนรอบข้างหายหน้าไปเรื่อยๆ
สรุป 3 พรรค อยู่ในภาวะเลือด “จาง” อย่างน่าวิตก
ส่วนอีก 2 พรรค คือ เพื่อไทยและภูมิใจไทย ที่แม้เป็น 2 ขั้วหลัก ที่ยัง “เข้ม” และ “แข็ง” อยู่
แต่ในแข็ง ก็มีอ่อน ให้สัมผัสได้
เพื่อไทยกำลังเผชิญคำถามอย่างหนัก ว่าจะดำรงสถานะเข้มแข็งนี้ไปได้แค่ไหน
เพราะดูเหมือนทุกฝ่ายมองสอดคล้องกัน นั่นคือเพื่อไทยอยู่ในภาวะขาลง
มีแนวโน้มที่ ส.ส.จะแตกตัวออกไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า จำนวนมาก
ถึงตระกูลชินวัตร จะพยายามปลุกปลอบใจให้ “สู้สู้” กันต่อไป
แต่ ตระกูลชินวัตรเอง ก็ต้องขบคิดอย่างหนักหน่วงว่าจะใช้คนใน “ตระกูล” นำทัพต่อไปหรือไม่ ซึ่งตอนนี้ ร่อยหรอลงอย่างมาก
และถ้าใช้คนชินวัตรอีก จะถูก “เด็ดหัว” เหมือนที่เกิดขึ้นหรือไม่
แต่ถ้าไม่ใช้แล้ว จะพึ่งบริการใคร
นี่คือภาวะอันหนักหน่วงที่เพื่อไทยและตระกูลชินวัตรต้องขบคิด
ส่วนพรรคภูมิใจไทย แม้ตอนนี้ จะถูกยกให้เป็น “หมายเลขหนึ่ง”
เป็นสีน้ำเงินเข้ม และแข็ง
แต่กระนั้น ภาวะเข้มและแข็ง กลับขับเคลื่อนไปตามขนบของ “การเมืองเก่า”
การไหลรวมเข้ามาของนักการเมืองทั้งหลาย
ถูกมองเป็นเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง และการมุ่งสู่ศูนย์อำนาจมากกว่าจะยึดโยงกับอุดมการณ์
ซึ่งนี่ถือเป็นอ่อน ในแข็ง ที่พรรคภูมิใจไทยต้องเผชิญ
และมีคำถามว่า ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และคนเจนใหม่กำลังเติบโตขึ้นมามีบทบาทในสังคม
การเปลี่ยนแปลงและคนรุ่นใหม่ จะยัง “สมาทาน” และรับ แนวทาง “เก่า” ที่พรรคภูมิใจไทยขับเคลื่อนไปหรือไม่
กับคำถามอ่อนในแข็ง ของพรรคภูมิใจไทยนี้
ท้าทายพรรคประชาชนอย่างมากว่าจะใช้ความเป็นสีส้มเข้ม
คือใช้ความเป็นเอกภาพ ใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ ใช้ความชัดเจนในแนวคิดและอุดมการณ์ของการเมืองใหม่
เบียดแทรกเข้าไปแข่งขันกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

