สัปดาห์นี้พรรคการเมืองที่มุ่งมั่นและเห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญคงจะยื่นร่าง พ.ร.บ.แก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมา
เท่าที่สดับฟัง จะมุ่งแก้ไขเฉพาะ มาตรา 256 เท่านั้น
มาตรา 256 คือ มาตราที่กำหนดวิธีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขึ้นมา จึงมีความสำคัญ
รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล สัญญากับพรรคประชาชนไว้ว่าจะต้องทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในวันเลือกตั้งครั้งหน้า
เมื่อคาดการณ์เวลาตามสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนแล้ว ประเมินว่าหลังการแถลงนโยบายรัฐบาลภายในเดือนกันยายน รัฐบาลจะบริหารประเทศได้ 4 เดือน หรือไม่เกินเดือนมกราคม 2569
หลังจากนั้นต้องยุบสภา แล้วนับเวลาไปอีก 45-60 วันกำหนดให้มีการเลือกตั้งก็ตกประมาณปลายเดือนมีนาคม
เรื่องนี้ นายนิกร จำนง อดีตอนุกรรมาธิการศึกษาการประชามติ สภาผู้แทนฯ ให้สัมภาษณ์มติชนเอาไว้ว่า วันที่ 29 มีนาคม 2569 น่าจะเหมาะ
วันนั้นหากทุกอย่างราบรื่น คือมีการเลือกตั้งและทำประชามติ 2 คำถาม การยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ก็ฉลุย
แต่ดูจากกระแสต้านทานแล้วไม่ใช่เรื่องง่าย
ด่านที่จะต้องฝ่าให้สามารถยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้รออยู่เบื้องหน้า
หนึ่ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ต้องมี ส.ว.เห็นด้วย 1 ใน 3 ประมาณ 67 เสียง จึงจะเริ่มต้นได้
แม้พรรคภูมิใจไทยรับปากกับพรรคประชาชน แม้พรรค ภูมิใจไทยถูกมองว่าควบคุม ส.ว.ได้ แต่กรณีนี้ก็ใช่ว่า ส.ว.จะเห็นพ้องกันทั้งหมด
หรือเสียงของ ส.ว.อาจจะเป็นข้ออ้างหนึ่งล้มกระดานแก้รัฐธรรมนูญก็ได้
สอง การทำประชามติ หากทำในปัจจุบันทันที ต้องใช้ พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติฉบับเดิม ซึ่งต้องใช้เสียงข้างมาก 2 ชั้น
คือ ต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงในประเทศ และยังต้องออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มาใช้สิทธิ
เพราะขณะนี้่ร่าง พ.ร.บ.ประชามติฉบับใหม่ที่สภาผู้แทนราษฎรยืนยันหลังจากวุฒิสภาแก้ไข ยังไม่ได้ประกาศใช้
และเมื่อประกาศใช้ก็มีกำหนดต้องส่งคำถามก่อนประชามติอีก ซึ่งต้องสอดคล้องกับวันเลือกตั้ง ส.ส.จึงจะเป็นไปตามเงื่อนไขได้
ดังนั้น การทำประชามติให้ผ่านจึงเป็นอีกตัวแปรที่ต้องเผชิญหน้า
นอกจากนี้ คำถามที่จะใช้ประชามตินั้น เป็นคำถามที่อยู่ในอำนาจของ ครม. หรือรัฐบาลเพียง 1 ข้อ
นั่นคือ ข้อ 1 ต้องการให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่
ส่วนอีก 1 ข้อ ต้องขึ้นอยู่กับรัฐสภา ที่ประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. เพราะเป็นคำถามที่บ่งบอกถึงวิธีการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่
ดังนั้น หากข้อหนึ่งข้อใดสะดุด การยกร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องชะลอออกไป
สาม คือ ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่กำหนดกรอบกติกา
กรณีการทำประชามติหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ต้องประชามติเพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน
กรณีต้องทำประชามติกี่ครั้ง ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าต้องประชามติ 3 ครั้ง
แล้วยังแถมว่า กรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่สามารถตั้งจากประชาชนโดยตรงได้
จึงไม่แน่ว่าต่อไปจะมีข้อขัดแย้งอะไรอีกที่ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
และผลจากคำวินิจฉัยจะเป็นบวกหรือเป็นลบต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ
จาก 3 ปัจจัยที่ยกมา เห็นไหมว่า การยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่
ไม่ใช่เรื่องง่าย
ยกเว้นเสียแต่ว่า รัฐบาล ส.ส. ส.ว. และประชาชน เห็นพ้องกัน
และศาลรัฐธรรมนูญเห็นชอบ
ความสำเร็จที่อยากเห็นจึงจะเกิดขึ้น

