สถานีคิดเลขที่ 12 : ฝัน ‘ซ.ต.พ.’ โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

28.09.25 | 13:02 น.

การมอง “บวก” ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ บนเวทีเสวนา “4 เดือนนี้ ชี้ชะตาการเมืองไทย” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ว่า

“…20 ปีที่ผ่านมา มันเหนื่อยล้ากันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองต่างๆ ก็เหนื่อยล้ามาก นักการเมืองถูกตัดสิทธิเยอะแยะไปหมด นักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม นักสิทธิมนุษยชน ก็เหนื่อยล้ากันมาก ไปถามไอลอว์ ไปถามศูนย์ทนายสิทธิฯ ทุกคนทำงานเหนื่อยล้ากันมาก

แม้แต่ฝั่งอนุรักษนิยมเอง …เขาก็เหนื่อยล้าไม่ใช่เขาไม่มีความกังวล เขาก็กังวล

ดังนั้น ในภาวะเช่นนี้เอง มันจึงมีโอกาสเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยที่ดีที่สุด

คือหนังสือเล่มนี้ยังอยู่ในบทที่เริ่มจากวันที่ 19 กันยายน 2549 อยู่ เรายังอยู่ในบทนี้ ยังไม่จบบทดี

Advertisement

แล้วบทนี้มันเดินมาถึงตอนปลายบทแล้ว ทุกฝ่ายเหนื่อยล้ากันมาก

มันมีโอกาสเกิดสิ่งที่ใช้คำว่า grand compromise-การประนีประนอมครั้งใหญ่ ของทุกฝ่าย เพื่อนำไปสู่การหาทางลงอย่างนุ่มนวล

กระบวนการนี้ถ้ามันเกิดขึ้นจริง มันจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลา มันไม่ได้เกิดขึ้นภายใน 2-3 ปี

แต่ถ้าภูมิใจไทย รักษาสัญญา

นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำมาสู่การประนีประนอมครั้งใหญ่เพื่อให้ปิดบทนี้ของหนังสือ…”

เชื่อว่า การมองบวกของนายธนาธร ที่น่าจะเป็นเบื้องหลังแห่งเหตุผลสำคัญที่พรรคประชาชนโหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ โดยหวังว่านี่จะเป็นกุญแจดอกสำคัญ ที่จะช่วยไขประตู ให้ประเทศผ่านทางตัน

ซึ่งการขอ “ฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ” นี้ คงเป็นที่ถกเถียงกันกว้างขวาง

ทั้งเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย

ต้อง “ซ.ต.พ.–ซึ่งต้องพิสูจน์” กันต่อไป ว่าจะเป็นจริงหรือไม่

แน่นอน คงต้องทำใจกันมากๆ ว่าการจะเกิดการประนีประนอมครั้งใหญ่ เป็นสิ่งที่ “ยาก” และอาจผิดหวัง

อาจมีการประนีประนอมใหญ่ ที่เป็นตัวอย่างบ้าง ก็เช่น หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

สังคมไทยใช้เวลา กระทั่งปี 2530 กว่าๆ สามารถยุติ “สงครามประชาชน” ระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ไทยลงได้สำเร็จ

มีการใช้เครื่องมือหลายอย่าง ทั้งการนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ต้องหา 6 ตุลาคม 2519 ทั้งนโยบาย 66/2523 ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้กลับมาอยู่ร่วมกันในสังคม

แน่นอนว่า มี “ความเงียบงัน” ที่ไม่ได้ถูกคลี่คลาย ตกค้างอยู่ไม่น้อย

แต่การประนีประนอมครั้งใหญ่หลังเหตุการณ์ตุลาคม 2519 ก็เป็น “ตัวอย่าง” ที่พอจับต้องได้

กระนั้นก็น่าเสียดาย เราจะครบ 50 ปี ของเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ในปีหน้า

แต่บทเรียนแห่งการประนีประนอมครั้งใหญ่นั้น ไม่ได้ถูกถอดบทเรียนมาปรับใช้กับสังคมไทยนัก

ทำให้ ตั้งแต่ห้วงปี 2540 เป็นต้นมา สังคมไทยไม่อาจผ่าน “การประนีประนอมใหญ่” ได้อย่างน่าพอใจเลย

ไม่ว่า สถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ ที่ยังแก้ไม่ได้จนบัดนี้

ไม่ว่า สถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ที่ลากดึงประเทศไทย ให้ติดหล่มปัญหาพันลึกในทุกด้าน ทั้งการเมือง-เศรษฐกิจ-สังคม ไปไหนไม่ได้

และตอนนี้ สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ฉุดกระชากเราไปสู่ “สงคราม” แม้จะหยุดยิงลงได้ชั่วคราว แต่ก็สะสมความตึงเครียด ที่พร้อมนำไปสู่ความรุนแรงได้ตลอดเวลา

ยิ่งกว่านั้น “ความเกลียดชัง” ได้ถูกฝังลึกในจิตใจของประชาชนทั้งสองชาติ จนมองไม่เห็นว่าจะนำไปสู่การประนีประนอมใหญ่ได้อย่างไร และต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี

ดังนั้นถามว่า โดยส่วนตัวมีความหวังและมองบวก ถึงการประนีประนอมครั้งใหญ่ อย่างที่ธนาธรว่าหรือไม่

คำตอบก็คือไม่ได้ “หวัง” กับความฝันอันเหลือเชื่อนั้นสักเท่าไหร่

กระนั้นก็พร้อมจะเอาหัวโขกพื้นรับผิด หาก grand compromise เกิดขึ้นได้จริงๆ

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร