สถานีคิดเลขที่ 12 : กัปตันเรือหนู โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

5.10.25 | 12:00 น.

“คลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง”

เป็นคำเตือนที่เราคุ้นเคยดี

แน่นอน รัฐนาวา ลำเล็ก อันหมายถึง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีกัปตันชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็คงต้องฟัง

แต่กระนั้น ด้วย “แผนเดินเรือ” ถูก “เอ็มโอเอ” กำหนดไทม์ไลน์เอาไว้

จึงจำเป็นต้องออกจากฝั่ง

Advertisement

เมื่อ “จำเป็น” ก็ต้องระมัดระวังในทุกด้าน

เพื่อให้ 4 เดือนข้างหน้านี้ เรือลำน้อย จะสามารถล่องไปถึงอีกฝั่งฟาก

ฝั่งฟากที่เป็น “ฝันใหญ่” ของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ที่หวังจะครองอำนาจไปอีก 4 ปี

เมื่อเป็น ฝันใหญ่ และมีแนวโน้มจะเป็น “ฝันที่เป็นจริง” ด้วย

มีหรือ กัปตันเรือหนูจะปล่อยให้ ฝันหลุดลอย

แม้จะไม่มีฤทธิ์เดชเสกเป่าให้พายุ ลมแรง หายไปได้

แต่อะไรที่เสริมขวัญกำลังใจ และอะไรที่พอจะบรรเทาเงื่อนไขที่จะทำให้การแล่นเรือไม่ราบรื่นก็จะต้องถูกขจัดปัดเป่าหรือลดเงื่อนไขลง และลงมือทำจริงๆ

ซึ่งก็ต้องถือว่า กัปตันเรือหนู ครบเครื่อง

ว่ากันตั้งแต่เรื่อง “ขวัญกำลังใจ” ที่จับต้องไม่ได้

การที่ “องค์นรสิงห์” ซึ่งฝ่ายผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา และริเริ่มอัญเชิญมาไว้ที่ตึกไทยคู่ฟ้า คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อว่ามีฤทธิ์เดชปราบอสูรและเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากความชั่วร้าย

แต่รัฐบาลในยุครัฐบาลเพื่อไทยไม่ศรัทธา จึงย้ายไปตึกแสงอาทิตย์

มาถึงยุคนายอนุทิน “องค์นรสิงห์” ถูกย้ายกลับมาประจำไว้ที่ตึกไทยคู่ฟ้าตามเดิม

การย้ายกลับครั้งนี้ ไม่ได้ย้ายกลับธรรมดา หากแต่นายอนุทินทำตามคำแนะนำ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนนี้เป็น “เกจิบริกร” แนะนำให้ทำอลังการ์ยิ่งขึ้นด้วยการทำฉัตรทอง 7 ชั้น ครอบองค์นรสิงห์ไว้

แถมเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ไม่เพียงความเชื่อทางพราหมณ์-ฮินดู เท่านั้น เพื่อให้ครบถ้วนถึงทางพุทธด้วย นายบวรศักดิ์ ยังจะนิมนต์ พระผู้ใหญ่ 10 รูป มาสวดมนต์เย็น ที่ทำเนียบ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล อีกแรง

ถือเป็นความอลังการ์ ที่ถูกตีความไม่ใช่เพียงให้ คุ้มครอง หรือปราบมาร เพียงแค่ 4 เดือน

หากแต่มีเป้าหมายที่ “หนูจะอยู่ยาว” ไปอีก 4 ปี

แน่นอนการไปที่เป้าหมายนั้น ไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “มู-มู” ข้างต้น

หากแต่เราได้สัมผัสถึง “ปฏิบัติการทางการเมือง” อันหลากหลาย ที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง

ทั้งการพึ่งบริการ “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ช่วยทำให้รัฐบาลดูดีอย่างเต็มที่

ขณะเดียวกันก็ส่งคนของตัวเองเข้าไปตรึงพื้นที่ที่จะก่อมรสุมทางการเมือง อย่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงยุติธรรมอย่างเข้มข้น

ขณะที่อีกด้าน ก็หลบฉากไปยืนอยู่ข้างหลัง ดันให้กองทัพนำในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา พร้อมๆ กับโยนเผือกร้อนเอ็มโอยู 44-43 ไปสู่การทำประชามติ ทำให้เกิดภาวะพัลวัล พัลเก กับการทำประชามติรัฐธรรมนูญพร้อมกับการเลือกตั้ง ที่ประชาชนต้องกาบัตร 4 ใบ ตัดสินใจ 6 ประเด็น

ซึ่งน่าห่วงใยและอาจทำให้เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีภารกิจมายุบเลือกตั้งและทำรัฐธรรมนูญใหม่ บิดเบี้ยวไป

และความบิดเบี้ยวนี้ จะเป็นประโยชน์กับใคร

แน่นอนกัปตันเรือหนู ย่อมรู้ดีกว่าใคร

และการ “รู้ดี” ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อมาว่า เพราะเหตุนี้เรือลำน้อยที่มีพื้นที่จำกัดนั้นจะบรรทุกไว้เฉพาะความฝันและความหวังที่ภูมิใจไทยจะได้ไปต่อ 4 ปี เท่านั้นหรือไม่

ส่วนความฝันและความหวังของประชาชน

มีโอกาสจะถูกนำขึ้นเรือลำน้อยมากน้อยแค่ไหน

จะบิดเบี้ยว บิดพลิ้วแค่ไหน

4 เดือนข้างหน้านี้ จะพิสูจน์กัปตันเรือหนูและพลพรรคภูมิใจไทย

สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร