“คลื่นลมแรง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง”
เป็นคำเตือนที่เราคุ้นเคยดี
แน่นอน รัฐนาวา ลำเล็ก อันหมายถึง รัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีกัปตันชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล” ก็คงต้องฟัง
แต่กระนั้น ด้วย “แผนเดินเรือ” ถูก “เอ็มโอเอ” กำหนดไทม์ไลน์เอาไว้
จึงจำเป็นต้องออกจากฝั่ง
เมื่อ “จำเป็น” ก็ต้องระมัดระวังในทุกด้าน
เพื่อให้ 4 เดือนข้างหน้านี้ เรือลำน้อย จะสามารถล่องไปถึงอีกฝั่งฟาก
ฝั่งฟากที่เป็น “ฝันใหญ่” ของนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ที่หวังจะครองอำนาจไปอีก 4 ปี
เมื่อเป็น ฝันใหญ่ และมีแนวโน้มจะเป็น “ฝันที่เป็นจริง” ด้วย
มีหรือ กัปตันเรือหนูจะปล่อยให้ ฝันหลุดลอย
แม้จะไม่มีฤทธิ์เดชเสกเป่าให้พายุ ลมแรง หายไปได้
แต่อะไรที่เสริมขวัญกำลังใจ และอะไรที่พอจะบรรเทาเงื่อนไขที่จะทำให้การแล่นเรือไม่ราบรื่นก็จะต้องถูกขจัดปัดเป่าหรือลดเงื่อนไขลง และลงมือทำจริงๆ
ซึ่งก็ต้องถือว่า กัปตันเรือหนู ครบเครื่อง
ว่ากันตั้งแต่เรื่อง “ขวัญกำลังใจ” ที่จับต้องไม่ได้
การที่ “องค์นรสิงห์” ซึ่งฝ่ายผู้ที่เลื่อมใสศรัทธา และริเริ่มอัญเชิญมาไว้ที่ตึกไทยคู่ฟ้า คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อว่ามีฤทธิ์เดชปราบอสูรและเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังอำนาจ ความกล้าหาญ และการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากความชั่วร้าย
แต่รัฐบาลในยุครัฐบาลเพื่อไทยไม่ศรัทธา จึงย้ายไปตึกแสงอาทิตย์
มาถึงยุคนายอนุทิน “องค์นรสิงห์” ถูกย้ายกลับมาประจำไว้ที่ตึกไทยคู่ฟ้าตามเดิม
การย้ายกลับครั้งนี้ ไม่ได้ย้ายกลับธรรมดา หากแต่นายอนุทินทำตามคำแนะนำ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ตอนนี้เป็น “เกจิบริกร” แนะนำให้ทำอลังการ์ยิ่งขึ้นด้วยการทำฉัตรทอง 7 ชั้น ครอบองค์นรสิงห์ไว้
แถมเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล ไม่เพียงความเชื่อทางพราหมณ์-ฮินดู เท่านั้น เพื่อให้ครบถ้วนถึงทางพุทธด้วย นายบวรศักดิ์ ยังจะนิมนต์ พระผู้ใหญ่ 10 รูป มาสวดมนต์เย็น ที่ทำเนียบ เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล อีกแรง
ถือเป็นความอลังการ์ ที่ถูกตีความไม่ใช่เพียงให้ คุ้มครอง หรือปราบมาร เพียงแค่ 4 เดือน
หากแต่มีเป้าหมายที่ “หนูจะอยู่ยาว” ไปอีก 4 ปี
แน่นอนการไปที่เป้าหมายนั้น ไม่ได้อยู่แค่เรื่อง “มู-มู” ข้างต้น
หากแต่เราได้สัมผัสถึง “ปฏิบัติการทางการเมือง” อันหลากหลาย ที่จะทำให้เป้าหมายนั้นเป็นจริง
ทั้งการพึ่งบริการ “รัฐมนตรีคนนอก” ที่ช่วยทำให้รัฐบาลดูดีอย่างเต็มที่
ขณะเดียวกันก็ส่งคนของตัวเองเข้าไปตรึงพื้นที่ที่จะก่อมรสุมทางการเมือง อย่างกระทรวงคมนาคม และกระทรวงยุติธรรมอย่างเข้มข้น
ขณะที่อีกด้าน ก็หลบฉากไปยืนอยู่ข้างหลัง ดันให้กองทัพนำในการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา พร้อมๆ กับโยนเผือกร้อนเอ็มโอยู 44-43 ไปสู่การทำประชามติ ทำให้เกิดภาวะพัลวัล พัลเก กับการทำประชามติรัฐธรรมนูญพร้อมกับการเลือกตั้ง ที่ประชาชนต้องกาบัตร 4 ใบ ตัดสินใจ 6 ประเด็น
ซึ่งน่าห่วงใยและอาจทำให้เป้าหมายสูงสุดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มีภารกิจมายุบเลือกตั้งและทำรัฐธรรมนูญใหม่ บิดเบี้ยวไป
และความบิดเบี้ยวนี้ จะเป็นประโยชน์กับใคร
แน่นอนกัปตันเรือหนู ย่อมรู้ดีกว่าใคร
และการ “รู้ดี” ทำให้เกิดคำถามสำคัญต่อมาว่า เพราะเหตุนี้เรือลำน้อยที่มีพื้นที่จำกัดนั้นจะบรรทุกไว้เฉพาะความฝันและความหวังที่ภูมิใจไทยจะได้ไปต่อ 4 ปี เท่านั้นหรือไม่
ส่วนความฝันและความหวังของประชาชน
มีโอกาสจะถูกนำขึ้นเรือลำน้อยมากน้อยแค่ไหน
จะบิดเบี้ยว บิดพลิ้วแค่ไหน
4 เดือนข้างหน้านี้ จะพิสูจน์กัปตันเรือหนูและพลพรรคภูมิใจไทย
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

