เอ็มโอยู – นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการทำประชามติที่จะมีขึ้นพร้อมเลือกตั้ง ส.ส.ต้นปีหน้า
ประชามติที่ทราบกันมาก่อนคือประชามติตามเงื่อนไขที่พรรคภูมิใจไทยให้ไว้กับพรรคประชาชน
ทำประชามติยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ดำเนินการสอบถามประชาชน 2 คำถาม คือ 1.จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไหม และ 2.จะให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามวิธีการที่รัฐสภาชุดปัจจุบันนำเสนอหรือเปล่า
การกำหนดให้ทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนเข้าคูหาคราวหน้าต้องกาบัตรหลายใบ
1.เลือกตั้ง ต้องกาเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ ส.ส.เขต รวม 2 ใบ
2.ทำประชามติเรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญ มี 2 คำถามจึงต้องกาบัตรอีก 2 ข้อ
ดังนั้น เมื่ออาจารย์บวรศักดิ์เสนอให้ทำประชามติเอ็มโอยู 43-44 ที่ไทยทำกับเขมรไว้ด้วย
ประชาชนที่เข้าคูหาต้องกาบัตรเพิ่มเติมเข้าไปอีก
เหตุผลชัดๆ ที่อาจารย์บวรศักดิ์บอกให้ทำประชามติพร้อมกันคือ ประหยัดงบประมาณ
การทำประชามติแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณ 6 พันล้าน
เมื่อรัฐบาลอยากทำประชามติเรื่องเอ็มโอยูไทยกับเขมรนี้ด้วย จึงขอทำไปพร้อมๆ กันเลย
หลังจากอาจารย์บวรศักดิ์เสนอ คำถามต่างๆ อุบัติขึ้น
อาทิ รัฐบาลเอาเหตุผลอะไรมาทำประชามติ MOU อันนี้ จะทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจเอ็มโอยูนี้ภายใน 4 เดือน
ลำพังประชาสัมพันธ์เรื่องยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็ยากอยู่แล้ว
ยังจะต้องประชาสัมพันธ์ข้อดีข้อเสียเรื่องเอ็มโอยู 43-44 อีก ใครจะเป็นคนทำ
วันก่อน นิด้าโพลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่องเอ็มโอยู 43-44 พบว่า ร้อยละ 44.12 ของกลุ่มตัวอย่างระบุว่าไม่เข้าใจเลย
รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่าไม่ค่อยเข้าใจ
ร้อยละ 23.13 ระบุว่าค่อนข้างเข้าใจ และร้อยละ 7.79 ระบุว่าเข้าใจมาก
ผลที่ออกมาแสดงว่า คนยังไม่เข้าใจถึงร้อยละ 69.08 มีคนเข้าใจร้อยละ 30.82 เท่านั้น
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ต้องการเข้าใจเอ็มโอยู 43-44 และต้องการทำประชามติ
ขณะเดียวกัน เรื่องไทย-เขมร ยังมีปัจจัย “อารมณ์” เข้าสอดแทรก
ขณะที่โพลระบุว่าคนไทยต้องการที่จะเข้าใจเอ็มโอยูกับเขมร แต่ปรากฏว่าในโลกโซเชียลแสดงความเกรี้ยวกราดต่อกระบวนการให้ข้อมูลในเรื่องนี้
ใครที่เห็นค้านการเลิกเอ็มโอยูถูกถล่ม สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นความเงียบ
ยิ่งรัฐบาลคึกคักต่อแนวทาง “ชาตินิยม” ยิ่งทำให้ฝ่ายราชการไม่กล้านำเสนอข้อมูลที่แย้งกับฝ่ายการเมือง
ผลที่ตามมาส่วนหนึ่งได้ปรากฏตามที่โพลสำรวจ คือ คนไทยไม่เข้าใจเรื่องเอ็มโอยู 43-44
เมื่อไม่เข้าใจแล้วจะตัดสินใจได้อย่างไร
ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหลือ ทั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรัฐมนตรีมหาดไทย นายบวรศักดิ์ รองนายกฯ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหม รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องขยันให้ข้อมูลข้อเท็จจริงในเรื่องนี้
เอ็มโอยูเหล่านี้มีที่มาอย่างไร เอ็มโอยูเหล่านี้มีหน้าที่อะไรท่ามกลางความขัดแย้ง และหากยกเลิกเอ็มโอยูเหล่านี้แล้วจะเกิดข้อดีหรือข้อเสียอะไรบ้าง
แม้การให้ข้อมูลจะแลดูซ้ำซากจำเจ แต่ในขณะที่คนไทยยังไม่เข้าใจ และต้องการข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจ
กระบวนการทำความเข้าใจต่อสังคมจึงต้องเริ่มแล้ว
ยิ่งตั้งเป้าว่าจะทำประชามติภายใน 4 เดือนก็ยิ่งต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ
เมื่อเข้าใจดีแล้วจึงจะตัดสินใจ
นฤตย์ เสกธีระ

