ถ้าโจทย์สำคัญที่สุดของรัฐบาลเฉพาะกาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” คือการเสาะแสวงหา “ฉันทมติใหม่” ของสังคมการเมืองไทยผ่านการเลือกตั้งและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
การพ่วงท้ายกระบวนการแสวงหา “ฉันทมติใหม่” ด้วยประชามติว่าควรยกเลิก MOU 43-44 หรือไม่? กลับดูเหมือนจะนำไปสู่สภาวะ “แตกแยกทางความคิด” ครั้งใหม่เสียมากกว่า
ด้านหนึ่ง ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมที่ไม่เคยอ่านเนื้อหาของ MOU 43-44 กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรามี MOU เอาไว้ทำไม แต่กำลังอินกับอารมณ์ความรู้สึกชาตินิยม เคลิ้มเพลินกับกระแสทหารนิยม ในท่ามกลางวิกฤตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา
ก็อาจมีแนวโน้มที่จะโหวตให้ยกเลิก MOU 43-44 หากไม่มีใครป้อนข้อมูลประกอบการตัดสินใจแก่พวกเขาพิจารณาอย่างรอบด้าน
อีกด้านหนึ่ง นักคิด นักวิชาการ ตลอดจนอดีตนายทหารบางส่วน ที่เป็นผู้รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กฎหมายระหว่างประเทศ และการบริหารจัดการเรื่องเขตแดน ซึ่งอาจมีจุดยืนในเรื่องการจัดการปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาแตกต่างกันไป
กลับมีความคิดเห็นตรงกันว่า การยกเลิก MOU 43-44 จะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มิหนำซ้ำ ยังทำให้รัฐไทยขาดแคลนเครื่องมือที่จะใช้ต่อสู้ต่อรองกับกัมพูชาบนเวทีโลก
นี่คือร่องรอย “ความแตกร้าว” ที่เราเห็นได้ทันที หลังจากไอเดียเรื่องการทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 ถูกโยนสู่สังคม
ดังนั้น ถ้ารัฐบาลยังยืนกรานที่จะพ่วงการจัดทำประชามติเรื่องยกเลิก MOU 43-44 ต่อท้ายการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า และประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญจริง ก็คงมีงานหนักให้ทำอีกหลายเรื่อง อาทิ
หนึ่ง ต้องเปิดเวทีให้ฝ่ายที่เห็นควรให้ยกเลิกและไม่ยกเลิก MOU ได้มีโอกาสสื่อสารรณรงค์ทางความคิดและให้ความรู้กับประชาชนอย่างเสมอภาคกัน
สอง รัฐบาลคงต้องคิดถึงฉากทัศน์ที่ประชาชนส่วนใหญ่โหวตให้ยกเลิก MOU 43-44 ว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะหาเครื่องมืออื่นใดมาต่อสู้ต่อรองกับประเทศเพื่อนบ้าน และจะจัดการความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา (ที่ต้องอยู่ติดกันตลอดไป) ไม่ให้ย่ำแย่หนักขึ้นได้อย่างไร
กระนั้นก็ดี หากเราเชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยฉลาด ตามทรรศนะของ “อาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” รองนายกรัฐมนตรี
ก็อาจมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่า ประชาชนพลเมืองผู้ฉลาดเฉลียวทั้งหลายจะร่วมใจ “โหวตล้ม” ประชามติให้ยกเลิก MOU 43-44 ด้วยเหตุผล เช่น
หนึ่ง พวกเขาตระหนักดีว่า การตัดสินใจเรื่องนี้ควรเป็นภาระหน้าที่ของรัฐบาล ซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน มิใช่ให้ประชาชนทั้งประเทศกลายเป็นฝ่ายรับ “เผือกร้อน”
แค่ประชุมถกเถียงเรื่องนี้กันในรัฐสภา ยังต้องจัดให้มีการ “ประชุมลับ” เลย แล้วจะโยนให้ “เรื่องลับมาก” ของภาครัฐ กลายมาเป็นการตัดสินใจร่วมกันของประชาชน ในกระบวนการที่ต้อง “เปิดเผยมาก” อย่างประชามติได้อย่างไร?
สอง ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา
คนไทยส่วนใหญ่อาจพร้อมที่จะแสดงความเกลียดชังพวกเขมรทางอินเตอร์เน็ต อาจส่งใจเชียร์ทหารให้จัดการประเทศเพื่อนบ้านด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังรบแบบ “สายเหยี่ยว” เต็มพิกัด อาจปรารถนาจะสร้าง “รั้ว” ปิดกั้นพรมแดนของทั้งสองประเทศ
ทว่า มีคนไทยน้อยรายมากที่อยากเข้าไปร่วมรบเสี่ยงภัยในสมรภูมิกันจริงๆ
ฉันใดก็ฉันนั้น พลเมืองไทยจำนวนมากอาจ “รู้ทัน” ว่า แม้พวกตนจะสามารถเชียร์รัฐไทยให้ “เร่งเผด็จศึก” กัมพูชา ได้อย่างเต็มที่ไร้ขีดจำกัด แต่กองเชียร์เช่นพวกตนไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจที่อาจทำให้ปัญหาดังกล่าวรุนแรงลุกลามขึ้น หากควรปล่อยให้รัฐไทย รัฐบาลไทย หาหนทางแก้ไขปัญหานี้เอาเอง
ผู้ที่วางแผนจะใช้ประชามติยกเลิก MOU 43-44 มาปลุกเร้าบรรยากาศ “ขวาจัด” เพื่อห่อหุ้มบงการผลการเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน
โปรดระวังจะถูก “ประชาชนไทยผู้ฉลาดปราดเปรื่อง” ดัดหลัง!
ปราปต์ บุนปาน

