การเมืองไทย – หนึ่งในหนังสือออกใหม่ของสำนักพิมพ์มติชนในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่อยากแนะนำให้ไปซื้อหามาอ่านกัน ก็คือ “ประวัติศาสตร์ การเมือง และหลักนิติธรรมแบบไทยๆ”
นี่เป็นหนังสือที่แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษชื่อ “Thailand: History, Politics, and the Rule of Law” ซึ่งเขียนโดย “เจมส์ ไวส์” อดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย และแปลโดย “ฐนพงศ์ ลือขจรชัย”
เมื่อวันเสาร์ที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีโอกาสไปนั่งฟังวงเสวนาเล็กๆ ระหว่าง อดีตท่านทูตเจมส์ ไวส์ คุณฐนพงศ์ และผู้ดำเนินรายการ คือ “อัครพงษ์ ค่ำคูณ” ที่เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งในงานมหกรรมหนังสือฯ
โดยอดีตเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทยได้สะท้อนแง่คิดหลายอย่างเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทยเอาไว้อย่างน่าสนใจ
ประเด็นใหญ่ที่ท่านทูตแสดงทรรศนะวิพากษ์เอาไว้ ก็คือ ประเทศไทยนั้นมีรัฐธรรมนูญมากถึง 20 ฉบับ โดยแต่ละฉบับก็ถูกร่างขึ้นมาเพื่อให้ “อำนาจทางการเมือง” ยังคงอยู่กับ “ผู้มีอำนาจ”
กระทั่งการมาถึงของ “รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540” ที่สร้างกลไกในการมอบอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจเองผ่านบัตรเลือกตั้งว่า ใครควรเป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคการเมืองใดควรเป็นรัฐบาลของประเทศไทย
นอกจากนั้น รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวยังสร้างและมอบอำนาจให้แก่ “องค์กรอิสระ” ซึ่งไม่ถูกครอบงำโดยสถาบันต่างๆ ของระบบราชการ
ตามความเห็นของนักการทูตต่างประเทศผู้นี้ “หลักนิติธรรม” ได้เริ่มเกิดขึ้นในสังคมไทยหลังรัฐธรรมนูญ 2540 นี่เอง
ทว่า เมื่อเกิดรัฐประหาร 2549 และ 2557 อันนำมาสู่รัฐธรรมนูญอีกสองฉบับในปี 2550 และ 2560 รัฐธรรมนูญเหล่านี้ก็ได้พาสังคมไทยเดินทางย้อนกลับไปสู่ยุคสมัย “ก่อนรัฐธรรมนูญ 2540” หรือเป็นการย้อนเวลากลับไปเพื่อพยายามจะรักษา “สถานภาพดั้งเดิม” ของ “ผู้มีอำนาจ” เอาไว้
ที่สำคัญ รัฐธรรมนูญสองฉบับล่าสุดยังกำหนดบทบาทให้มี “องค์กรตุลาการ” (แปลงจาก “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ 2540) มาควบคุมการเมืองไทย โดยใช้อำนาจ (ตัดสิน-ตัดสิทธินักการเมือง) ผ่านหลักคิดเรื่อง “คุณธรรมจริยธรรม” และการรักษาความสงบเรียบร้อยของชาติ
มากกว่าจะอ้างอิงไปที่ “หลักกฎหมาย” หรือ “หลักนิติธรรม” เฉกเช่นระบบตุลาการของนานาประเทศ
ขณะเดียวกัน หากพิจารณาในแง่ “บทบาทของกฎหมาย” (role of law) ก็จะเห็นว่า “รัฐธรรมนูญ” ของต่างประเทศนั้นมีความศักดิ์สิทธิ์เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง ผิดกับ “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ที่เป็นเหมือนแค่ “กติกาในการเล่นเกม” ซึ่งถ้าฝ่ายมีอำนาจรู้สึกว่าเกิดปัญหาขึ้น ก็สามารถแก้ไขกติกาไปได้เรื่อยๆ ไม่รู้จบ
อีกหนึ่งประเด็นที่ท่านทูตเจมส์ ไวส์ ตั้งข้อสังเกตถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยเอาไว้ได้อย่างเฉียบคม ก็คือ
เวลาสังคมไทยต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ทางการเมือง สิ่งแรกที่จะโผล่เข้ามาในความคิดของคนไทยจำนวนมาก มักเป็นคำถามว่า ใครต้องรับผิดในเรื่องนี้? แล้วตามมาด้วยใครจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้? ใครจะเข้ามาเป็น “อัศวินม้าขาว”? ใครควรเป็นผู้ปกครองประเทศ?
พูดอีกแบบ คือ คนไทยนั้นให้ความสำคัญกับเรื่องตัวบุคคล ผ่านคำถามว่าด้วย “ใคร” มากกว่าจะตั้งคำถามด้วยโจทย์ “อย่างไร” ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงวิธีการหรือกระบวนการแก้ไขปัญหา เช่น การเมืองการปกครองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร?
เหล่านี้คือ “กระจกสะท้อนสังคมไทย” จากมุมมองของ “คนนอก” ที่น่านำไปขบคิดต่ออยู่ไม่น้อย
ปราปต์ บุนปาน

