การเมืองที่เป็นการแข่งขันของ 3 ขั้ว คือ “ประชาชน-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย”
ทำให้โอกาสที่ขั้วใดขั้วหนึ่งจะครองเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด มีไม่มากนัก
รัฐบาล หลังการเลือกตั้งปี 2569 มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นรัฐบาลผสม
และจะเป็นรัฐบาลผสม แบบ “ไม่สมประกอบ” อย่างเช่นปัจจุบัน
นั่นคือ พรรคที่มีเสียงมากสุด อาจไม่ได้ตั้งรัฐบาล และนั่งนายกรัฐมนตรี
ขณะที่พรรคที่สอง ที่สาม มีแนวโน้มที่จะดิ้นรน ระดมเสียงเพื่อ “รวมขั้ว” จัดตั้งรัฐบาลแข่ง
แนวโน้มเช่นนี้เอง ทำให้พรรคขนาดกลาง และพรรคขนาดเล็ก มีความสำคัญ
สำคัญในฐานะพรรค “ตัวแปร” ที่จะทำให้ขั้วใดขั้วหนึ่ง ไปถึงฝัน
ขณะเดียวกัน พรรคขนาดกลางและเล็ก ก็ยังกุม “นาทีทอง” เข้าไปเป็น “อุปกรณ์เสริมทางการเมือง” แชร์อำนาจในการเป็นรัฐบาล เช่นเดิมๆ อย่างที่แลเห็นในปัจจุบัน
พรรค “ตัวแปร” ที่โดดเด่นและกำลัง “เบ่ง” ตัวเต็มที่ตอนนี้ ก็คงไม่พ้นพรรคกล้าธรรม ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
เบ่งตัวทั้งในฐานะ “รัฐมนตรี” ที่คุมกระทรวงสำคัญไว้ในมือ ไม่ว่ากระทรวงเกษตรฯ กระทรวงศึกษาฯ
ร.อ.ธรรมนัสโชว์ “พาว” ดุดัน เต็มที่ ด้านหนึ่งเพื่อใช้เวลาที่มีไม่มากนี้ สยบข้าราชการเอาไว้ให้มากที่สุด
เพื่อเป็นไม้เป็นมือ และเป็นประโยชน์เต็มที่สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น
ขณะเดียวกัน บทบาทในฐานะพรรคการเมืองก็ “เบ่งตัว” ด้วยการเพิ่ม “พลังดูด” เอา ส.ส.และนักการเมืองเข้ามาสังกัดแบบ “กล้าทำ” ใจถึง พึ่งได้
ทำให้พรรคกล้าธรรม “เนื้อหอม”
และที่น่าจับตามอง คือการขี่กระแส “ชาตินิยม-อนุรักษนิยม”
ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะเตรียมทหารรุ่นที่ 25 ดึงเอาเพื่อนร่วมรุ่นที่เกษียณเข้ามาในพรรคหลายคน และคงใช้คอนเน็กชั่น “พี่-น้อง” จปร.พูดเป็นเสียงเดียวกันกับคนในกองทัพ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ในขณะที่กระแสกองทัพกำลังขาขึ้นอย่างเต็มที่
กล้าธรรม จึงเป็นพรรค “ตัวแปร” ที่ไม่อาจมองข้ามได้
ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนา กลายเป็นพรรคที่อยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ
อย่างที่ทราบ พรรคนี้มักดำรงตนเป็น “กลาง” ทางการเมืองโดยเคร่งครัด
เป็นกลางที่พร้อมจะ “รวมขั้ว” กับใครก็ได้เพื่อเป็นรัฐบาล
แต่ขณะนี้ ที่กำลังถูกจับตา ไม่ใช่ “รวมขั้ว” แต่เป็นการ “รวมตัว” กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่
ข้อเสนอที่ถูกปล่อยออกมาตอนนี้ คือการจะเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย
ยังไม่มีการตอบรับ หรือปฏิเสธชัดเจน
แต่นี่จะเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของตระกูลศิลปอาชา
จะรักษา “พรรคเตี่ย” เอาไว้ต่อไปหรือไม่ หากรักษาไว้ก็ต้องถือเป็นภาระที่หนักหนาสากรรจ์
หรือจะไปสู่ “ห้วงน้ำใหม่” คือพรรคเพื่อไทย–ซึ่งจะทำให้ภาระ “แบก” มรกดกเตี่ยเบาลง
แต่ก็จะทำให้พรรคชาติไทยพัฒนา ที่ดำรงมาหลายทศวรรษหายไปจากการเมืองไทย
จึงน่าจับตาว่า ลูกท็อป จะวางบทบาทให้ตนเองและพรรคเป็น “ตัวแปร” ทางการเมืองอย่างไร
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คัมแบ๊กเป็นหัวหน้าพรรคแล้ว คงถูกจ้องมองว่าจะฟื้นพรรคกลับมาได้แค่ไหน
ซึ่งแม้หลายเสียงเชื่อว่าคงจะไม่สามารถกลับมาได้เท่าเดิม
แต่กระนั้นประชาธิปัตย์ก็คงไม่ถึงขนาด ตะเกียงไร้น้ำมัน
บทบาท “พรรคสำรอง” ของปีกอนุรักษ์
ก็น่าจะทำให้ประชาธิปัตย์ มีที่ยืน ในฐานะ “พรรคตัวแปร” อยู่
จากนี้คงต้องติดตามบทบาทของ 3 พรรค “ตัวแปร” ว่าจะเบียดชิงที่ยืนในเกมแห่งอำนาจได้แค่ไหน
แต่ก็คงทำใจไว้สักนิด เพราะพรรคตัวแปรเหล่านี้โชยกลิ่น “การเมืองเก่า”
มากกว่าเป็น “การเมืองคุณภาพใหม่” อย่างที่หลายคนคาดหวัง

