ประชาธิปัตย์ – การรีแบรนดิ้ง “พรรคประชาธิปัตย์” พร้อมการย้อนกลับมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้งของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถือเป็น “ความจำเป็นทางการเมือง”
ที่เกิดขึ้นภายหลัง “พรรคประชาธิปัตย์ยุคที่แล้ว” พลิกขั้วไปร่วม “รัฐบาลเพื่อไทย” ราวกับว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในช่วงทศวรรษ 2540-2550 ซึ่งระเบิดกลายเป็น “สงครามเสื้อสี” มีประชาชนหลายฝ่ายเข้าไปข้องเกี่ยว เสียชีวิต บาดเจ็บ และต้องโทษมากมาย เป็นเรื่องที่สามารถสูญสลายลืมเลือนไปได้ง่ายๆ
และเกิดขึ้นภายหลังการจัดตั้ง “รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ ส.ส.พรรคประชาชน ยอมโหวตเลือกหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อเร่งรัดกระบวนการยุบสภาและแก้ไขรัฐธรรมนูญ กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ต้องกระเด็นกระดอนไปเป็นฝ่ายค้านพ่วงกับพรรคเพื่อไทย
อย่างไรก็ตาม น่าตั้งคำถามไม่น้อยว่า การรีแบรนดิ้งโดยย้อนกลับไปหา “ความเป็นประชาธิปัตย์ในยุคอภิสิทธิ์” จะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นใด?
ด้านหนึ่ง อภิสิทธิ์และทีมงานอาจพยายามเข้ามารื้อฟื้น “ความเป็นพรรคสีฟ้า” ที่ในเชิงอุดมการณ์ดั้งเดิมแล้ว ควรเป็นพรรคการเมืองหลักของ “ขั้วอนุรักษนิยม” หรือเป็น “สีน้ำเงินแท้” ยิ่งกว่า “พรรคสีน้ำเงิน” อย่างภูมิใจไทย
ไม่แน่ใจว่าอภิสิทธิ์และคณะจะนำเอาความล้มเหลวจากประสบการณ์เมื่อครั้งที่ประชาธิปัตย์ต้องสูญเสียสถานภาพ “พรรคการเมืองอันดับหนึ่งของฝ่ายขวาไทย” ให้แก่พรรคพลังประชารัฐยุค “ลุงตู่” มาศึกษาเป็นบทเรียน
แล้วแปรเปลี่ยนเป็น “ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธีใหม่” ที่จะใช้แย่งชิง “ความชอบธรรมทางการเมือง” กับพรรคภูมิใจไทย ได้ดีแค่ไหน?
หรือเอาเข้าจริง บรรดาเครือข่ายแผงนำ-องคาพยพของ “อนุรักษนิยมไทยในปัจจุบัน” ยังมีความเชื่อมั่นเชื่อมือนักการเมืองชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และพรรคการเมืองอย่าง “ประชาธิปัตย์” อยู่หรือไม่?
หากพิจารณาในอีกด้านหนึ่ง ภารกิจหลักจริงๆ ของประชาธิปัตย์ ณ ยุคสมัยนี้ อาจจะเป็นงาน “ตัดกำลัง” หรือลดทอนคะแนนนิยมของพรรคประชาชนให้ได้มากที่สุด
บนฐานคิดที่ว่า พรรคสีส้มเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะได้รับการสนับสนุนจาก “คนกรุงเทพฯ” “คนเมืองใหญ่” และ “คนชั้นกลาง” ตลอดจน “ชนชั้นนำ” รุ่นใหม่ๆ ที่เคยเป็นหรือควรจะเป็นโหวตเตอร์ของพรรคประชาธิปัตย์
กระนั้นก็ตาม ปัญหามีอยู่ว่า “ประชาธิปัตย์ภายใต้การรีแบรนด์ของอภิสิทธิ์” จะปรับตัวเองให้ “ทันสมัย” และมีศักยภาพในการสรรค์สร้าง “ความหวังใหม่ๆ” ให้แก่สังคมไทย (เหมือนที่พรรคสีส้มประสบความสำเร็จ) ได้หรือไม่? และมากน้อยเพียงใด?
ในทางกลับกัน โหวตเตอร์ที่ควรเป็น “กลุ่มเป้าหมายหลัก” ของประชาธิปัตย์ จะหวนกลับมาเชื่อใจและปันใจให้พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคนี้มากน้อยแค่ไหน?
ไม่ว่าประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์จะยึดเอา “ภารกิจทางการเมือง” ไหนเป็นงานหลักของตนเอง
ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า หนทางข้างหน้านั้นมี “งานไม่ง่าย” ตั้งขวางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
เพียงแค่การรื้อฟื้น “คุณค่าเก่าๆ” ที่หายสาบสูญ แปรเปลี่ยน กลับกลายไปจนเกือบหมดสิ้น ให้กลับมาได้สัก “ครึ่งหนึ่ง” นั่นก็ถือเป็น “งานยากมากๆ” แล้ว

