กรณี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ประกาศถอยห่างจากพรรคในวันเดียวกับที่พรรคเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ได้สะท้อนภาพภายในของเพื่อไทยให้ปรากฏ
ยิ่งเมื่อกระแสข่าวในเวลาต่อมายืนยันว่าสาเหตุของการถอยห่างเกิดจากความขัดแย้งในการเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง
เป็นความอึดอัดใจจากผู้มากบารมี
ตามข่าวระบุว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยคัดตัวว่าที่ผู้สมัครลงเลือกตั้งเพื่อสู้ศึกในอีก 4 เดือนข้างหน้า นายสมพงษ์รับหน้าที่คัดว่าที่ผู้สมัครในเขตเชียงใหม่และลำพูน
แล้วน่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างนายสมพงษ์กับผู้มากบารมี
กระทั่ง นายสมพงษ์ประกาศถอยด้วยการลาออกจากพรรคเพื่อไทยในที่สุด
ความจริงแล้ว กรณีความขัดแย้งในการคัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา
เพียงแต่สำหรับพรรคเพื่อไทยมักมีข่าวอยู่บ่อยๆ ว่า ผลจากการคัดเลือกผู้สมัครไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือระดับชาติ
ได้ส่งผลกระทบถึงพรรค เพราะแกนนำหลายคนรู้สึกเหมือนถูกหักหน้า
และจบท้ายด้วยการลดการมีส่วนร่วมต่อพรรคไปเรื่อยๆ
ว่ากันว่าเรื่องนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เกิดขึ้นมานานแล้ว และดูเหมือนจะเกิดอยู่เรื่อยๆ
และนี่คือสาเหตุหนึ่งที่บ่อนทำลายความมั่นคงของพรรคเพื่อไทยไปโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น เมื่อปรากฏบาดแผลก็ต้องรีบสมานแผล เพราะหากไม่ทำอะไรเลย แผลสดจะกลายเป็นแผลเน่าได้
เมื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรค ประกาศเป็นผู้นำ ชูธง “เพื่อไทยจะกลับมา” ด้วยแคมเปญ “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย”
เชื่อว่าจะมีการพูดคุยเพื่อแก้ไขปัญหาที่กำลังเกิด
โดยเฉพาะปัญหาผู้มากบารมีที่ทำให้ความสามัคคีในพรรคลดน้อยลง
อย่าลืมว่า ลำพังศึกภายนอก คือ การเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งภายใต้แรงกดดันต่างๆ ก็เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่พรรคเพื่อไทยต้องคลี่คลายให้ได้อยู่แล้ว
หากปล่อยให้สถานการณ์บานปลายกลายเป็นเกิดศึกภายในขึ้นมาในจังหวะที่การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ถ้าเป็นเช่นนั้น สถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยจะยิ่งแย่ลง
ถามว่า เวลาที่เหลืออยู่ 4 เดือน พรรคเพื่อไทยจะแก้เกมทันไหม ตอบว่า ด้วยฐานกำลังของพรรคเพื่อไทยเดิม แม้ที่ผ่านมาภาพลักษณ์จะสู้ภาพลักษณ์พรรคไทยรักไทยเดิมไม่ได้แล้ว
แต่ก็ใช่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไร้หนทาง
เมื่อมองไปที่พรรคประชาธิปัตย์ที่เพิ่งเริ่มฟื้นฟูพรรค ด้วยการเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคอีกครั้ง
แม้พรรคประชาธิปัตย์ฟื้นพรรคสำเร็จ คาดว่า ส.ส.ที่จะได้คืนมาน่าจะอยู่ใน กทม.และพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งก็ไม่น่ากระทบพรรคเพื่อไทยมากเท่าใด
เมื่อมองไปที่พรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็ดูเหมือนว่า ทั้ง 2 พรรคจจะบอบช้ำสะบักสะบอมเกินกว่าจะเปิดเกมรุกหนักๆ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย
ดังนั้น บนเวทีเลือกตั้งก็เหลือพรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย และอีกไม่กี่พรรคที่จะมาแบ่งเค้ก ส.ส. 400 เขต และ 100 ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ดูแล้วพรรคเพื่อไทยยังสู้ได้บนสมมุติฐานที่ว่าพรรคเพื่อไทยไม่เกิดรอยร้าวภายในกระทั่งเลือดไหลออก
และเหตุหนึ่งที่อาจเป็นเหตุทำให้เลือดไหลออก ก็หนีไม่พ้นความขัดแย้งภายใน
กรณี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่เป็นสัญญาณเตือน
เตือนให้เร่งแก้ปัญหาที่อาจปะทุขึ้นจากผู้มากบารมี
นฤตย์ เสกธีระ

