สถานีคิดเลขที่ 12 : ถ้อยแถลงสู่สันติภาพ โดย นฤตย์ เสกธีระ

28.10.25 | 12:32 น.

แม้ว่าถ้อยแถลงที่มีการลงนามระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา และนายกฯอันวาร์ แห่งมาเลเซีย จะไม่ใช่สนธิสัญญา

แต่หากลองพิจารณาข้อความต่างๆ 8 ข้อที่ปรากฏก็ดูมีประโยชน์

มติชนได้ลงเนื้อหาของถ้อยแถลงที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย กับ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาลงนาม

สรุปว่า 1.มุ่งมั่นต่อสันติภาพและความมั่นคง 2 ประเทศ ตามที่ได้ประกาศไว้ ณ เมืองปูตราจายา มาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2568

ข้อนี้ย้ำที่จะไม่คุกคาม ไม่ใช้กำลัง แต่จะการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ เคารพต่อเขตแดน เคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เคารพซึ่งกันและกัน

Advertisement

2.มุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามข้อตกลงที่ได้บรรลุร่วมกันในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป

3.ยอมรับกลไกผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) ประกอบด้วยบุคลากรจากรัฐสมาชิกอาเซียน เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจในเรื่องการหยุดยิง

4.ยืนยันจะลดความตึงเครียด และฟื้นฟูความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ประเทศ เพื่อนำไปสู่การฟื้นฟูสันติภาพ

ให้ถอนอาวุธและยุทโธปกรณ์หนักออกจากแนวชายแดน

ให้ละเว้นการเผยแพร่เฟคนิวส์

ให้ประสานงานและดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ชายแดน เพื่อปกป้องชีวิตของพลเรือนและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ให้แก้ไขข้อพิพาทชายแดนและการจัดทำหลักเขตแดน ผ่านสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ทำงานร่วมกัน

5.หากมาตรการข้างต้นมีการดำเนินการแล้ว ก็ให้ 2 ประเทศสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ ซึ่งไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน

6.จะเพิ่มพูนความร่วมมือ แบ่งปันข้อมูล และการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

7.ไม่ยึดติดกับความขัดแย้งในอดีต มุ่งมั่นแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ โดยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและสนธิสัญญาและความตกลงที่มีอยู่

8.การหารือครั้งนี้มีความเชื่อมั่น มีประธานาธิบดีทรัมป์ และนายกฯอันวาร์ เข้าร่วมและสนับสนุน เป็นรากฐานต่อความเคารพกันและกัน ในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

ถ้อยแถลงอันสุดหรู หากทั้ง 2 ประเทศทำตามที่ได้ลงนามไว้ โอกาสที่ 2 ประเทศจะเกิดความสงบก็มีสูงมากขึ้น

แต่ทั้ง 2 ประเทศต้องกลับไปสื่อสารกับประชาชนของตัวเองให้ดี เพราะที่ผ่านมามีการปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังกันอย่างมาก

หากประชาชน 2 ชาติยังชิงชังกันอยู่ รัฐบาลจะกล้าปฏิบัติตามถ้อยแถลงที่ลงนามได้มากน้อยแค่ไหน ยังต้องลุ้น

เรื่องนี้แม้ดูเหมือนว่าจะเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน แต่ห้วงเวลาดังกล่าวก็สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นอย่างมาก

กระทั่งความเกลียดชังนั้นได้ฝังเข้าไปอยู่ในใจของพลเมืองทั้งสองประเทศ

เหมือนเป็นเชื้อไฟที่พร้อมปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ

ดังนั้น ต้องเฝ้าดูความเคลื่อนไหวของนายอนุทินและนายฮุน มาเนต ว่าจะประสานความร่วมมือกันอย่างต่อไปจึงจะทำให้สถานการณ์สงบลงได้

เรื่องนี้จะให้ประเทศใดประเทศหนึ่งปฏิบัติตามถ้อยแถลงเพียงประเทศเดียวคงไม่เกิดผล

จำเป็นต้องทำกันทั้งคู่ เพื่อให้ชายแดนสงบเป็นเบื้องต้น

จากนั้นจึงค่อยๆ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้เกิดขึ้นกันอีกครั้ง

แม้อาจต้องใช้เวลานาน แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ไปมากกว่านี้

นฤตย์ เสกธีระ