“มีเราไม่มีเทา” น่าจะเป็นแคมเปญหลักที่พรรคประชาชนใช้รณรงค์หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า
สืบต่อจากแคมเปญ “มีลุงไม่มีเรา” อันทรงพลังเมื่อปี 2566
แต่ก็มีคอการเมืองจำนวนไม่น้อยที่วิจารณ์ว่า แคมเปญล่าสุดของพรรคการเมืองสีส้มนั้น “ไม่คม” และมีปัญหาในทาง “ปฏิบัติ”
เพราะในขณะที่ “มีลุงไม่มีเรา” คือการแสดงจุดยืนต่อต้านรัฐประหาร และพรรคการเมืองที่สืบทอดอำนาจจากคณะรัฐประหารอย่างชัดเจน
“มีเราไม่มีเทา” กลับเป็นวลีที่ฟังเผินๆ แล้ว เหมือนจะเป็นการแอนตี้ “นักการเมืองสีเทา” ซึ่งหากนิยามกันอย่างหลวมๆ ก็อาจหมายถึง “นักการเมืองดีๆ ชั่วๆ” ส่วนใหญ่ในสภา (ยกเว้นพรรคประชาชน)
รวมทั้งยังเป็นการผลิตซ้ำความเป็น “ขั้วตรงข้าม” (แบบ “พรรคเทพ-พรรคมาร” “ดีสุดขั้ว-ชั่วสุดขีด”) ซึ่งแบ่งแยกได้ยากในโลกความจริง
นั่นส่งผลให้พรรคประชาชนอาจจะทำงานร่วมกับใครไม่ได้เลย พูดอีกแบบคือถ้าไม่ได้ ส.ส.เกิน 250 เสียง ก็เป็นรัฐบาลไม่ได้
กระนั้นก็ดี การประเมินผลลัพธ์ของแคมเปญ “มีเราไม่มีเทา” จะต้องพิจารณาจากคะแนนเสียงที่โหวตเตอร์มอบให้พรรคประชาชนในการเลือกตั้งปีหน้า ตลอดจนกระบวนการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังจากนั้น
สิ่งที่น่าขบคิดมากกว่า ณ ปัจจุบัน ก็คือ “สีเทา” ที่พรรคประชาชนมองเป็น “คู่ตรงข้าม” หรือ “ปัญหาที่ต้องขจัดทิ้ง” นั้นกินความถึงอะไรได้บ้าง?
แน่นอน เป้าหมายแรกของแคมเปญนี้ คือ “แก๊งสแกมเมอร์” หรือ “แก๊งอาชญากรทางเศรษฐกิจข้ามชาติ” ซึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่แถวๆ ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่เพียงสร้างปัญหาหลอกลวงคนไทย
แต่ยังกลายเป็นวาระปัญหาระดับนานาชาติ ที่ก่อให้เกิดความวิตกกังวลทั้งในเรื่องการฉ้อโกงและการหลอกลวงผู้คนจากหลายประเทศไปบังคับใช้แรงงานประหนึ่งทาส
“เทา” ในความหมายนี้ ด้านหนึ่ง ก็ล้อไปกับกระแส “ชาตินิยม” ที่ขึ้นสูง ท่ามกลางความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็เป็น “แคมเปญชาตินิยม” ที่พยายามอัพเดตให้พ้นไปจากปัญหาเรื่องเขตแดน การสู้รบระหว่างกองทัพ การเกลียดชังระหว่างประชาชน
หากเป็นการฉายภาพว่า จริงๆ แล้ว สาเหตุของความขัดแย้งทั้งหมดอาจผูกพันอยู่กับประเด็นเรื่องเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยี การทุจริต และเครือข่ายสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ซับซ้อนกว่านั้น
ในอีกแง่หนึ่ง ก็เป็นที่รับรู้กันว่า นิยามของคำว่า “ทุนเทา” ไม่ได้ผูกพันอยู่กับแค่ “แก๊งสแกมเมอร์” แถวประเทศเพื่อนบ้าน
แต่ยังหมายถึง “ทุนขนาดใหญ่จากต่างชาติ” ที่แทรกซึมแพร่กระจายอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย ผ่านสินค้าที่ราคาถูกกว่าความเป็นจริง ธุรกิจที่ไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริงๆ ทว่า อาจเป็นเครือข่าย “ฟอกเงิน” ใหญ่โตมหาศาล ซึ่งทำลายธุรกิจขนาดเล็ก-ขนาดกลางของคนไทยให้แหลกสลายลงมากขึ้นเรื่อยๆ
การสู้กับ “สีเทา” นี้ เป็นอีกหนึ่งภารกิจท้าชน “ยักษ์” ของพรรคประชาชน ที่ยิ่งขับเน้นว่าพรรคหันมาอิงแอบกับกระแส “ชาตินิยม” เด่นชัดขึ้น
หากเป็น “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ที่ตกตะกอนมาจากอารมณ์ความรู้สึกของคนไทยจำนวนมาก ซึ่งมองว่าพวกตนกำลังถูก “ต่างชาติ” บุกเข้ามาแย่งชิงทรัพยากร-ผลประโยชน์ถึงในบ้าน
อย่างไรก็ดี หากพิจารณาให้ลึกขึ้นไปอีกระดับ เราอาจพบว่า “สีเทา” ที่พรรคประชาชนพยายามต่อสู้ด้วย มิได้มีเพียง “เทาต่างชาติ” เท่านั้น
ถ้าย้อนกลับไปพินิจพิเคราะห์ดีๆ ว่า ยุคสมัยที่ “แก๊งสแกมเมอร์” และ “ทุนเทา” ต่างๆ เริ่มผลิบานในสังคมไทย ก็คือยุคที่ประเทศไทยถูกปกครองภายใต้ระบอบอำนาจ คสช.
นั่นหมายความว่า “สีเทา” เหล่านั้น สามารถเข้าถึงหรือทำงานร่วมกับรัฐราชการย้อนยุคและระบอบการเมืองแบบอำนาจนิยมรวมศูนย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี
ในแง่นี้ “มีเราไม่มีเทา” จึงเป็นภารกิจสืบเนื่องจากแคมเปญ “มีลุงไม่มีเรา” ที่หนักแน่น และกินความได้ลึก กว้าง ไกล กว่าที่หลายคนมองกัน
ปราปต์ บุนปาน

