สารพัดแผนจัดการน้ำ

13.11.25 | 18:08 น.

การออกมาชุมนุมประท้วงปิดถนนของชาวบ้าน 500 คน ในพื้นที่ตำบลบ้านกุ่มใน อำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อเรียกร้องให้เปิดประตูระบายน้ำลงทุ่งรับน้ำ บรรเทาความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วมยาวมานานกว่า 4 เดือน

เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนภาพ “การบริหารจัดการน้ำ” ที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมให้แก่ชาวบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ยิ่งชวนให้ย้อนมองบทบาทของ 38 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย ที่กระจายอยู่ใน 9 กระทรวง รวมทั้งแผนยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ย้อนไปภายหลังเหตุการณ์ “มหาอุทกภัย” ครั้งประวัติศาสตร์ของไทยในปี 2554 การบริหารจัดการน้ำ
ถูกหยิบยกมาเป็น “วาระแห่งชาติ” สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีแผนบริหารจัดการน้ำงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท

มุ่งหวังแก้ปัญหาในลุ่มน้ำภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่เกิดการรัฐประหารไปเสียก่อนในปี 2557 จึงทำให้โครงการถูกยกเลิกไป

Advertisement

จากนั้นสมัยรัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ตั้งคณะกรรมการกำหนดนโยบายและบริหารจัดการน้ำ ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การบริหาร จัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 ประกอบ ด้วยยุทธศาสตร์ที่ 1 การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย ยุทธศาสตร์ที่ 4 การจัดการคุณภาพน้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน และยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารจัดการ

พร้อมจัดตั้งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการน้ำท่วม จากนั้นประกาศใช้ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ 2561

ก่อนที่ในปี 2562 ครม.รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีมติเห็นชอบแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี พ.ศ.2561-2580 มุ่งเน้นใน 6 ด้านหลัก สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

ยุค นายกฯแพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศแผนยกระดับการบริหารจัดการน้ำ และแก้น้ำท่วม-น้ำแล้ง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ จะพัฒนาระบบน้ำในพื้นที่กว่า 8.21 ล้านไร่ ทำระบบป้องกันน้ำท่วม 2.12 ล้านไร่ การสร้าง Flood Way ขนาดใหญ่แก้ปัญหาน้ำท่วมในเมืองอย่างยั่งยืน

ส่วนในรัฐบาลชุดปัจจุบัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พูดถึงโครงการบริหารจัดการน้ำระยะยาวในระหว่างลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมบางบาลช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลมีแผนเร่งผลักดันโครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการระบายน้ำออกจากพื้นที่ในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้มากที่สุด

โดยจะเร่งศึกษาโครงการทำทางระบายน้ำตอนใต้ เขื่อนเจ้าพระยาที่ จ.ชัยนาท ลงอ่าวไทย ใช้เวลาราว 7-8 ปี
งบรวมกว่า 100,000 ล้านบาท ตกเฉลี่ยปีละกว่า 10,000 ล้านบาท

พร้อมย้ำว่างบประมาณไม่มากเมื่อเทียบกับงบที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยปีละ 30,000-40,000 ล้านบาท

ในการลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมเมื่อวันก่อน ที่วัดบันไดช้าง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายกฯกล่าวคำ “ขอโทษ” ประชาชนที่ทำให้ลำบาก พร้อมสั่งเร่งระบายน้ำทางตะวันออกและอ่าวไทย ลดความเดือดร้อนของชาวบ้าน

เหตุการณ์น้ำท่วมหลายจังหวัด ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในเวลานี้ แม้ภาครัฐจะยืนยันว่าไม่ซ้ำรอยมหาอุทกภัยปี 54

แต่ก็ยังมีคำถามตามมาว่า สารพัดแผนการบริหารจัดการน้ำในแต่ละรัฐบาล สามารถขับเคลื่อนให้สำเร็จเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้มีประสิทธิภาพแค่ไหน

สุพัด ทีปะลา