ก็คงต้องรับฟัง
ฟังสิ่งที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีกลาโหม แสดงความห่วงใย
ห่วงใยกรณี “ทหารเก่า” และ “ผู้รู้” ออกมาพูดถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
“…อะไรที่พูดไปแล้ว ต้องทำอย่างรอบคอบ เพราะกัมพูชาเขาคาดเดาได้ นี่คือสิ่งที่ห่วงใยต่อชีวิตน้องๆ ที่อยู่แนวหน้า เมื่อถึงเวลาที่เขาต้องปฏิบัติการทางทหาร ปรากฏว่าฝ่ายตรงข้ามเขาเตรียมการไว้หมดแล้ว ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตของน้องๆ…”
“…บางครั้งคนที่พูดไม่เจตนาก็ตาม เพราะเจตนาของเขาต้องการแสดงว่าเขารู้ แต่สิ่งที่เขารู้ จะทำให้กัมพูชารู้ด้วย แต่คงไม่สามารถไปห้ามได้ อยากฝากไปถึงทุกคน เพื่อขอความร่วมมือ”
ไม่ทราบว่า “ทหารเก่า” หรือ “ผู้รู้” เป็นใครบ้าง
จะรวมไปถึง ทหารที่เกษียณ แต่ยังคงสวมเครื่องแบบ เดินสายออกพูดต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่องด้วยหรือไม่
เพราะแม้จะอ้างถึงสถานะ “ที่ปรึกษา” ของผู้บัญชาการทหารบก ที่มีสิทธิ-มีเสียงจะ “พูด”
แต่กระนั้น คำพูดของ “นายทหารนอกราชการ” ก็คงต้องระมัดระวังเช่นกัน
อย่างกรณีที่ไปพูดถึง “บิ๊กโม่ง” “สั่งหยุดยิง” ขณะทหารปกป้องอธิปไตยของชาติ
ถือเป็นสิ่งที่ “อ่อนไหว” และละเอียดอ่อน
ด้วยส่งผลต่อสถานการณ์การเมืองในประเทศ
และส่งผลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ไปเพิ่มอุณหภูมิให้ “ระอุ” ขึ้น
ยิ่งหลังจากที่พูดทำให้เป็น “ประเด็นร้อน” ไปแล้ว
“นายทหารนอกราชการ” ก็บอกให้จบลงดื้อๆ ด้วยเหตุผลไม่อยากเอาเรื่องในอดีตมาสร้างปัญหา
แต่คำพูดและประเด็นเหล่านี้ ไปเติมเชื้อกระแสชาตินิยมให้ลุกโพลงขึ้น
ไปเพิ่ม “ความตึงเครียด” ของสถานการณ์ให้มากขึ้น
และยัง ปลุกเร้าเรียกร้องหา “สงคราม” อย่างไม่จำเป็น และน่ากังวล
น่ากังวล เช่นเดียวกับคำพูดและท่าทีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แสดงออกต่อสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ซึ่งตอนนี้เลวร้ายลง จนอาจเกิดการสู้รบ หรือบานปลายไปสู่ “สงคราม” อีกครั้ง
จริงอยู่ หลังทหารไทยเหยียบกับระเบิด สูญเสียขาเป็น รายที่ 7
จำเป็นที่รัฐบาล กองทัพ จะต้องตอบโต้กัมพูชา ที่เราเชื่อมั่นว่าละเมิดปฏิญญาสันติภาพ
แต่กระนั้นก็ตาม นายอนุทิน คงต้องตระหนักให้มากว่า
นอกจากจะดำรงสถานะ “หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องทำทุกอย่างเพื่อเรียกคะแนนนิยม โดยเฉพาะในห้วงการเลือกตั้ง กำลังจะมีขึ้น
เข้าใจได้ ว่า อะไรที่เรียกคะแนนนิยมได้ ยิ่งต้องทำ ยิ่งต้องเร่งเร้า กระพือโหม
อย่างกระแส “ชาตินิยม” ที่ทุกคนรู้ดีว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชนะการเลือกตั้งได้
แต่กระนั้น นายอนุทินเอง ก็ต้องตระหนักเช่นกันว่ายังสวมหมวกนายกรัฐมนตรีอีกใบด้วย
เป็นนายกฯ ที่ต้องคำนึงถึง ภาพรวมของประเทศด้วย
ภาพรวม ที่ทำให้ต้องพิจารณาหลายๆ แง่มุม ที่นอกเหนือจาก “ประโยชน์ทางการเมือง”
มีเสียงเรียกร้อง ให้ “นายกรัฐมนตรี” ตระหนักและมี “วุฒิภาวะผู้นำ-วุฒิภาวะทางการทูต” มากขึ้น
ลดระดับ ท่าทีแข็งกร้าวลง
การปฏิเสธที่จะรับฟัง และไม่หารือกับมิตรประเทศใดๆ หรือท้าทายประเทศมหาอำนาจ ควรจะต้อง “ปรับลง”
รวมถึงไม่ควรปลุกความรู้สึกชาตินิยม จนดึงดูดผู้คนจำนวนมาก ให้หลงเข้าไปในวังวนแห่งความโกรธ เกลียด แค้น คนอื่นและประเทศอื่น มากจนเกินไป
“สนามรบ” ไม่ควรถูกนำไปอยู่ใน “สนามเลือกตั้ง” ที่กำลังจะมีขึ้น
เพราะในสนามนั้นจะสะวิงไปในขั้วต่างๆ สุดขั้วเพื่อหาคะแนนเสียง
อาจจะทำให้เรา–อันหมายถึงประเทศโดยรวม
จนอาจเพลี่ยงพล้ำได้
เพลี่ยงพล้ำทั้งที่ สมรภูมิชายแดน และในสมรภูมิการเมืองภายในประเทศ ด้วย
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

