สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่กลับมาตึงเครียด ส่งผลให้รัฐบาลไทยตัดสินใจระงับ “ปฏิญญาสันติภาพ” ระหว่างทั้งสองประเทศ ซึ่งได้รับการผลักดันสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน กลายเป็นเชื้อเพลิงที่โหมไฟชาตินิยมให้ลุกกระพือขึ้นอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม การรักชาติควรต้องรักอย่างมีสติและปราศจากมายาคติ
เท่าที่เห็น ณ ตอนนี้ ดูเหมือนคนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทย กำลังมีมายาคติหรือเข้าใจผิดในเรื่องสำคัญๆ อย่างน้อยสองประเด็น
หนึ่ง ไม่ว่าเราจะมีความเห็นหรือจุดยืนอย่างไรกับสหรัฐอเมริกา จะชอบหรือไม่ชอบประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์”
แต่ประเทศเล็กๆ อย่างไทย ไม่สามารถดำรงอยู่บนแผนที่โลก โดยไม่เกี่ยวข้อง ไม่พึ่งพาสหรัฐเลยแม้แต่น้อย ดังที่หลายคนตามโซเชียลมีเดียหลงละเมอว่าทำได้
เพราะอย่างไรเสีย สหรัฐก็เป็นชาติมหาอำนาจของโลก ที่ไทยจะไม่แยแส ไม่แคร์ หรือเพิกเฉยไม่ได้
ถ้าลงนามในปฏิญญา (หรือเอ็มโอยู) อะไรที่ผลักดันโดยฝ่ายเขา แล้วคิดจะฉีกทิ้ง-โยนทิ้งกันง่ายๆ อันนั้นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้
นอกจากนั้น ไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐมาตลอด การคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องไปค้าขายกับเขา หรือสามารถหาคู่ค้าใหม่ๆ มาทดแทนได้ จึงเป็นความคิดที่ไม่มีเหตุผลและไร้ตรรกะโดยสิ้นเชิง
สอง ไทยสามารถต่อสู้ต่อกรกับกัมพูชาในเกมการเมืองระหว่างประเทศได้ เราควรออกแอ๊กชั่นในการจัดการปัญหา “สแกมเมอร์-ทุนเทา” ที่เกี่ยวพันกับรัฐบาลกัมพูชา แบบแรงๆ หนักๆ
เราสมควรจะเดินหน้าเก็บกู้ทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน และพวกเราสามารถรู้สึกโกรธแค้น เมื่อมีทหารและราษฎร ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการปะทะกับกัมพูชา หรือจากกับระเบิดที่ “เชื่อว่า” ถูกวางไว้โดยประเทศเพื่อนบ้าน
แต่อย่าไปหลงคิดว่าเราควรทำ “สงครามสั่งสอน” กัมพูชา หรือควรสู้รบในสเกลใหญ่ๆ กินระยะเวลายาวๆ เพื่อยึดบ้านยึดเมืองเขา
เพราะนั่นไม่ใช่ภารกิจง่ายๆ หากต้องสิ้นเปลืองงบประมาณ และอาจต้องสูญเสียสังเวยชีวิตผู้คนกันมหาศาล โดยปลายทางน่าจะเป็นความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ
หรือหากทำได้สำเร็จ ก็ต้องถามต่อว่า แล้วไทยจะมีที่ยืนในประชาคมอาเซียนและประชาคมโลกหรือไม่? มหาอำนาจทั้งสองขั้วจะมองเราอย่างไร?
ทั้งนี้ แนวโน้มของผลลัพธ์ที่ออกมา ก็ดูจะมีแต่เสียกับเสีย
ในสถานการณ์เช่นนี้ บ้านเมืองเราคงสลัดตัวเองออกจากอารมณ์ความรู้สึก “ชาตินิยม” ได้ยาก แต่ขณะเดียวกัน พวกเราต้องอยู่กับความจริง ความรู้ที่ถูกต้อง และความเป็นไปได้ที่สมเหตุสมผล
รวมทั้งต้องตระหนักรู้ถึงสถานภาพของตนเองในสังคมโลก (ว่าเราไม่ใช่ชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่ อยู่คนเดียว/ประเทศเดียวไม่ได้ และอิงกับขั้วอำนาจแค่เพียงขั้วใดขั้วหนึ่งก็ไม่ได้เช่นกัน)
ถ้าประชาชนคนไทยจำนวนไม่น้อยถอยห่างออกจากความจริง-ความรู้เหล่านั้น สังคมไทยก็น่าเป็นห่วง
ถ้านักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาล ถอยห่างออกจากวิถีที่ถูกต้องเช่นเดียวกัน ประเทศชาติก็ยิ่งตกอยู่ในชะตากรรมที่สุ่มเสี่ยงอันตราย
ปราปต์ บุนปาน

