แม้ว่าโพลสำรวจความนิยมทางการเมืองระยะหลังจะชี้ให้เห็นว่า การแข่งขันทางการเมืองไทยก่อนการเลือกตั้งทั่วไปต้นปี 2569 ยังคงมี “ช่องว่าง” ขนาดใหญ่
นั่นคือภาวะลังเลใจของประชาชน ว่าพวกเขาอยากเลือกใครเป็นผู้นำประเทศคนใหม่ หรืออยากเลือกพรรคการเมืองใดให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ
เป็นความสับสนอันตกค้างมาจากสภาวะฝุ่นตลบก่อนหน้านี้
ทั้งความขัดแย้งตรงแนวชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ที่กระพืออารมณ์ชาตินิยมชนิดเข้มข้นขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของผู้คน
รวมถึงการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแห่งที่ทางการเมืองของพรรคการเมืองใหญ่ เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจโหวตเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล ส่วนพรรคเพื่อไทยหวนกลับมาเป็นฝ่ายค้านแต่มีรอยแยกจากพรรคประชาชน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแนวโน้ม-เหตุปัจจัยหลายประการ ส่วนตัวกลับเชื่อว่าการเมืองไทยกำลังคลี่คลายตัวไปสู่กระบวนการอันเรียบง่ายไม่ซับซ้อนอีกครั้ง
ความเรียบง่ายดังกล่าวคือการกลับไปวางฐานการต่อสู้อยู่บน “การเมืองสองขั้ว”
ขั้วหนึ่ง คือ พรรคประชาชน ที่ยังมีคะแนนนิยมนำหน้าพรรคการเมืองอื่นในโพลต่างๆ
อย่างไรก็ดี ณ ปลายปี 2568 คะแนนของพรรคสีส้มยังพุ่งไปไม่ถึงจุดพีค แถมมีแนวโน้มลดต่ำลงภายหลังการโหวตเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี หลังวิกฤตไทย-กัมพูชา ที่พรรควางตัวไม่ถูกว่าจะยืนอยู่ตรงไหนท่ามกลางกระแส “ทหารนำการเมือง”
นอกจากนั้น ต้องยอมรับว่าในฐานะผู้นำทางการเมือง-แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ยังไม่ได้มีบารมีและเสน่ห์ในสายตาของสาธารณชนเท่ากับ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” และ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ”
จนเกิดเป็นคำถามว่า เจ้าตัวและพรรคจะสามารถรีดเค้นศักยภาพระดับนั้นออกมาได้ทันในการเลือกตั้งต้นปีหน้าหรือไม่?
ยังไม่นับรวมข้อครหาในการคัดเลือกผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรคประชาชน ที่มีแนวโน้มจะ “โอบรับ” คนจากตระกูลการเมืองใหญ่หรือโครงสร้างทางอำนาจแบบเดิมเข้ามาร่วมงานมากขึ้น
กระนั้นก็ดี หากใครปรารถนาจะได้พรรคการเมืองที่มีโครงการทางการเมือง ซึ่งใส่ใจกับอนาคตข้างอย่างหน้าอย่างเป็นระบบ ต้องการพรรคการเมืองที่มีเจตจำนงทางการเมืองแน่วแน่ ว่าอยากเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอันชำรุผุพังของประเทศ
พรรคประชาชนยังคงเป็นตัวเลือกที่หนักแน่นชัดเจนที่สุด
อีกขั้วหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยก็มีความโดดเด่นอย่างหาตัวจับยาก ทั้งในฐานะแกนนำรัฐบาลชุดปัจจุบัน และตัวแทนหลักของ “นักการเมืองไทย” ส่วนที่เหลือ
ปรากฏชัดผ่านแนวทางการผนวกรวมบรรดา “บ้านใหญ่” เข้ามาในพรรค ทั้งบ้านใหญ่ภาคตะวันออก บ้านใหญ่ภาคกลางจากพรรคชาติไทยพัฒนา บ้านใหญ่ภาคอีสานจากพรรคเพื่อไทย
ตลอดจนการสร้างฐานที่มั่นในภาคใต้ ซึ่งพรรคสีน้ำเงินสะสมอำนาจบารมีมาอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งขึ้นตามลำดับ
นี่คือการรวมพลังทางการเมืองของเหล่า “นักเลือกตั้ง” ผู้เชี่ยวชาญการระดมคะแนนเสียงในพื้นที่เฉพาะต่างๆ โดยมีพรรคภูมิใจไทยเป็นศูนย์กลาง
ขั้วการเมืองนี้จะมีสถานะเป็น “ผู้นำฝ่ายอนุรักษนิยม” ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น หากประกาศรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ ลำดับสองและสามว่าคือ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” และ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ออกมาอย่างเป็นทางการ
ท้ายสุด พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยจะขยายตัวกลายเป็น “สองตัวเลือกหลัก” ในปี 2569
ขึ้นอยู่กับว่าราษฎรผู้มีสิทธิเลือกตั้งใจนั้นพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่เดิมของประเทศมากน้อยแค่ไหน หรืออยากเปลี่ยนแปลงประเทศมากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกัน การพยายามฮึดสู้ของพรรคเพื่อไทย การพยายามย้อนกลับไปสู่วันวานของพรรคประชาธิปัตย์ การพยายามจัดวางตนเองเป็นตัวแปรในทุกสถานการณ์ (แต่กลับมีชนักปักหลัง) ของพรรคกล้าธรรม รวมทั้งการเกิดขึ้นของพรรคการเมืองใหม่ๆ ทั้งที่ค่อนมาทางเสรีนิยม และเหวี่ยงไปหาแนวคิดชาตินิยมอย่างสุดโต่ง
จะมิใช่สาระสำคัญ และเข้ามาเปลี่ยนเกมหลักบนหน้ากระดานการเมืองไทยไม่ได้
ปราปต์ บุนปาน

