เหตุการณ์ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ผิดปกติอย่างยิ่ง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาพหลากหลายที่ต้องนำมาปรับปรุง
หนึ่ง คือ ความรู้ด้านการเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกไม่เพียงพอ การใช้วิธีการตรวจวัดและทำนายเหตุแบบเดิมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอแล้ว
การจับจ้องมองไปที่ระดับน้ำในคลอง ร.1 โดยไม่คาดคิดว่าปริมาณฝนที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนจะกลายเป็น มหาภัยนั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป
การเชื่อมั่นในวิธีการเดิมๆ ส่งผลให้การประเมินผลผิดพลาด ตกอยู่ในความประมาท ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้อาจจะเกิดขึ้นได้อีกในทุกพื้นที่ของประเทศ
สอง คือ ความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์พลิกผันขาดประสิทธิภาพ เป็นเหตุให้ผู้คนต้องเผชิญหน้ากับการทำลายล้าง ทั้งทรัพย์สินและชีวิต ก็เป็นอีกหนึ่งที่ขาดหายไป
น้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ครั้งนี้ที่เห็นๆ คือ การขาดเจ้าภาพหลักเป็นเวลาหลายวัน การกู้ภัยและให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยยังขาด “ผู้บัญชาการเหตุการณ์”
ผู้บัญชาการเหตุการณ์ น่าจะมีกำหนดตามกฎระเบียบและแผนการต่างๆ ของท้องถิ่นและส่วนกลางอยู่แล้ว เพียงแต่เมื่อถึงสถานการณ์จริง ทำไมจึงไม่สามารถปฏิบัติได้
นอกจากการกู้ภัย และช่วยเหลือแล้ว ยังต้องรวมไปถึงการฟื้นฟู เพื่อคืนสภาพพื้นที่และผู้คนให้กลับมาเป็นปกติ อีกด้วย
ดังนั้น ต้องระวังอย่าให้เกิดเหตุบานปลายกลายเป็นปัญหาใหม่ซ้ำเติมปัญหาเดิม
สาม คือ ระบบราชการที่ใช้ในห้วงเวลาปกติ ไม่สามารถใช้ได้ในห้วงเวลาฉุกเฉิน เหตุการณ์จาก อ.หาดใหญ่ ล่าสุด เกิดข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับท้องถิ่นในเรื่องการเบิกเงินเยียวยา
ระบบราชการที่มุ่งป้องกันการทุจริต อุดมไปด้วยการใช้เอกสารทางราชการมาประกอบการเบิกจ่าย
มีกฎระเบียบค้ำอยู่ มีหน่วยงานตรวจสอบที่พร้อมเอาผิดผู้ละเมิด กลายเป็นความยากลำบากที่ซ้ำเติมผู้ประสบภัยอย่างไม่น่าเชื่อ
แค่ 3 ประการที่ปรากฏก็สะท้อนให้เห็นปัญหาของประเทศที่จำเป็นต้องแก้ไข มิเช่นนั้นแผลพุพองที่มีอยู่อาจเกิดขึ้นเฉกเช่นกับหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา
ใครจะเชื่อว่าแผ่นดินไหวที่เมียนมา สะเทือนมาถึงกรุงเทพฯ แล้วทำให้ตึกสูงกำลังก่อสร้างพังมาแบบไม่เคยพบเห็น
ใครจะเชื่อว่าปัญหาน้ำท่วมที่เดิมมีเฉพาะน้ำ ปัจจุบันต้องระวังดินโคลนที่พร้อมจะไหลเข้ามาท่วมทั้งเมือง
ใครจะเชื่อว่าวงเงินการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เคยได้ยิน จะพุ่งทะยานระดับ 30 ล้านบาทต่อเดือน
และยังมีปัญหาอื่นๆ ที่ไม่น่าเชื่อจะมี แต่ก็พร้อมปรากฏให้เห็นอีกหลายอย่าง
ขณะที่การเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ยังขับเคลื่อนเชื่องช้า
การเมืองติดหล่มรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลอ่อนแอ การบริหารราชการแผ่นดินไม่เต็มประสิทธิภาพ แทนที่จะทุ่มเททำงานสร้างความเจริญให้ประเทศ กลับต้องพะวงกับปัญหาการเมืองอยู่ตลอดเวลา
เศรษฐกิจหยุดอยู่กับที่ ปัญหาประเทศมีรายได้ไม่เพียงพอ หนี้สินครัวเรือนเยอะเกินไป ปัญหาปากท้องประชาชนยังดำรงอยู่อย่างเดิม และพร้อมที่จะหนักหนาสาหัสกว่าเดิม
ขณะที่ปัญหาทางสังคม นอกจากเรื่องยาเสพติดที่ต้องดำเนินการต่อ ยังมีอาชญากรรมข้ามชาติเข้ามาซ้ำเติม
นี่ยังไม่รวมผลกระทบจากสังคมผู้สูงวัยที่ไทยอยู่ในโซนต้องรับมือ
ดูเหมือนทุกอย่างที่หมักหมม พร้อมที่จะปะทุเป็นปัญหาใหญ่
นอกจากอุทกภัยที่เริ่มเห็นฝีแตกแล้ว
หากปล่อยให้ประเทศเป็นเช่นนี้ อาจได้เห็นฝีแตกอีกหลายปัญหา
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

