สถานการณ์อุทกภัยใหญ่ในจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่ช่วงวันที่ 22 พฤศจิกายนที่ผ่านมา อยู่ในช่วงของการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้กระแสที่ถาโถมไปยังรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างดุเดือดว่า รัฐบาลล้มเหลว ในการบริหารจัดการภาวะภัยพิบัติ เริ่มผ่อนคลายลงตามลำดับ
เหตุน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนที่รัฐบาล ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องขบคิดร่วมกันว่า ประเทศไทยจะรับมือภัยพิบัติที่รุนแรงขึ้นได้อย่างไร
แม้ว่าในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ได้วางแนวทางปฏิบัตเอาไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ทั้งเรื่องการประเมินความเสี่ยงปริมาณฝน พื้นที่เสี่ยงจะได้รับผลกระทบ การเตรียมแผนอพยพ การจัดการในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดเหตุ
แต่ในสถานการณ์จริง กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นหรือไม่หากเกิดขึ้นแล้วมีประสิทธิภาพแค่ไหน
เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศไทยเผชิญอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมามีการถอดบทเรียนกันแล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่นำไปสู่การวางแนวทางป้องกันในระยาวแค่ไหนในแต่ละรัฐบาล เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ
บทเรียนจากหาดใหญ่รอบนี้มีหลากหลายผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อบริหารจัดการรับมือภัยพิบัติในอนาคต
ขอนำเสนอทรรศนะบางส่วนของ นางทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการภัยพิบัติ ที่ร่วมเสวนาหัวข้อ “การสื่อสารความเสี่ยงในภาวะน้ำท่วมภาคใต้ 2568 : ระบบเตือนภัยและการส่งต่อข้อมูลสู่ประชาชน” จัดโดยคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ม.ธรรมศาสตร์ ผ่านระบบออนไลน์ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยนางทวิดาชี้ว่า เรื่องฟ้าฝนในศาสตร์การจัดการภัยพิบัติ ต้องมีการประเมินความเสี่ยง มีการใช้ข้อมูลเรดาร์ ข้อมูลน้ำขึ้นน้ำลง และข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา การแจ้งเวลาเตือนต้องแม่นยำ รวดเร็ว เหมาะสมในแต่ละช่วงที่เกิดขึ้น ส่วนคนเตือนเป็นใครอย่าคิดว่าไม่สำคัญ หาดใหญ่มีความแข็งแรงในพื้นที่ไม่ใช่ไม่มี
สิ่งที่เกิดคราวนี้เป็นเรื่องของฝนแช่ เป็นเรื่องใหม่ของหลายคน จึงต้องมีวิธี ต้องประสานให้เชื่อมโยงสอดคล้องระหว่างความรู้ใหม่กับความคุ้นชินเดิม และความเชื่อมั่นในคนเตือนของประชาชนด้วย
เป็นโจทย์ต้องทำให้สอดคล้องและชัดเจน
รองผู้ว่าฯกทม.ยังมองว่า การถอดบทเรียนไม่ได้ยาก ยังจำเป็นที่ต้องถอดไม่เช่นนั้นจะไม่มีการเตรียมฉากทัศน์ใดๆ เลย แต่ประเด็นถอดเยอะแล้วสกัดไม่ได้ เราถอดเป็นล้านบทเรียนแต่พอคนจะเลือกจำบทเรียน ทำอย่างไรถึงจะให้บทเรียนใช้ได้
ส่วนการเตือนไม่ว่าแบบไหน ต้องมีขั้นตอนปฏิบัติมาตรฐานสอดคล้องกันหรือไม่ ต้องรู้ว่าเตือนแล้วจะให้ประชาชนจะให้ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร เมื่อไร
วงเสวนาครั้งนี้ยังมี นายบัณฑูร พานแก้ว อาจารย์ คณะวารสารศาสตร์ฯ มธ. และนักวิชาการด้านการสื่อสารสิ่งแวดล้อม มาร่วมแลกเปลี่ยนให้มุมมองว่า ข้อมูลข่าวสารถูกส่งไปยังกลุ่มเปาะปราง แต่ข้อมูลอาจไม่ได้ถูกทำให้เกิดการปฏิบัติ ต้นทางข้อมูลในเชิงจัดการภัยพิบัติของไทยดีมาก แต่ยังไม่บูรณาการ ต้องยอมรับว่าภัยพิบัติจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจึงเป็นโอกาสดีที่ต้องมาคำนึงถึงระบบการป้องกัน
ที่ผ่านมาพบว่าทำไมคนในภูมิภาคของเราไม่ค่อยแอ๊กชั่นหรือปฏิบัติตาม เมื่อมีการแจ้งเตือน ส่วนหนึ่งอาจจะมีความไม่แม่นยำของการเตือนภัย การเตือนภัยด้วยข้อมูลที่เข้าไม่ถึง และอาจรู้สึกว่าเตือนแล้วไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น นั่นเป็นเพราะไม่มีความไว้วางใจในข้อมูลที่ได้รับจากรัฐ
หากข้อมูลถูกต้องแต่ยังไม่มีความเข้าใจ อย่างบอกว่าฝนตก 200 มิลลิเมตรในมุมของชาวบ้านยังไม่เข้าใจว่าคืออะไร หากอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ ว่าน้ำจะท่วมระดับเอวใน 4 ชั่วโมงข้างหน้า พื้นที่ไหนบ้างต้องทำอะไรจะทำให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายขึ้น อย่างในฟิลิปปินส์เจอพายุปีละ 20 ลูกมีระบบเตือนภัยที่ได้ประสิทธิภาพ ประชาชนเชื่อฟังให้ความร่วมมือ
ในอนาคตท้องถิ่นต้องศึกษาข้อมูลในพื้นที่ของตนเองอย่างละเอียด เพื่อกำหนดแนวทางในการป้องกัน แผนการอพยพ ปกป้องทรัพย์สินประชาชนจากภัยพิบัติเหล่านี้
น่าติดตามว่าท้ายที่สุดแล้ว คณะกรรมการถอดบทเรียนและเตรียมความพร้อมรับมือมหาอุทกภัย ที่นายกฯอนุทินเพิ่งลงนามแต่งตั้ง จะนำไปสู่การป้องกันมิให้เกิดความเสียหายใหญ่จากอุทกภัยในอนาคตได้แค่ไหน
สุพัด ทีปะลา

