2 ชื่อที่ “ผุด” ขึ้นมา หลัง “น้ำ (ท่วม)” ลด น่าสนใจ
ชื่อแรก จัดอยู่ในกลุ่ม “คนเก่า” คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ชื่อสองอยู่ในกลุ่ม “คนใหม่” คือ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ นักวิชาการ-นักวิจัยด้านสมองและวิศวกรรมชีวการแพทย์ ลูกของ นายสมชาย-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์
ทั้ง 2 ชื่อ ถูกเชื่อมโยงกับ 2 พรรคที่กำลังเผชิญ “ขาลง”
และกำลังดิ้นรนเพื่อกลับมายืนบนเวทีทางการเมือง ในฐานะ “ตัวหลัก” มิใช่ “ตัวประกอบ”
กล่าวสำหรับ นายอภิสิทธิ์ ต้องถือว่า “ดวงการเมืองเฮง”
เพราะหลังเกิดน้ำท่วมใหญ่ที่ภาคใต้โดยเฉพาะหาดใหญ่
เสียงจากคนในพื้นที่ หวนกลับมาเรียกร้องหา “ประชาธิปัตย์” และผู้นำอย่างนายอภิสิทธิ์ ว่าน่าจะผีฝากไข้ได้ พุ่งพรวด
พร้อมกันนั้น หลังเปิดแคมเปญ “เปิดฟ้าใหม่ไล่เมฆเทา” และนายอภิสิทธิ์ เดินทางไปยื่นหลักฐานเส้นทางธุรกรรมการเงินของกระบวนการสแกมเมอร์ ต่อ ปปง.เพื่อให้จัดการตามกฎหมาย
แม้ “แคมเปญและการเคลื่อนไหว” ดังกล่าว จะถูกมองว่า “ตามหลัง” พรรคประชาชน
แต่กระนั้น ทันที ปปง. ประกาศอายัดทรัพย์ “เฉิน จื้อ-ก๊ก อาน-เครือข่าย เบน สมิธ” เพื่อตรวจสอบ
พรรคประชาธิปัตย์ก็ชิงเคลมว่านี่คือผลงาน
ซึ่งแม้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ตามสมควร แต่กระนั้น ทั้งปัญหาน้ำท่วม ทั้งการอายัดทรัพย์ก๊วนสแกมเมอร์ คือ นาทีทองทางการเมือง ที่นายอภิสิทธิ์และประชาธิปัตย์ ต้องใช้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุด
เพราะทั้ง 2 กรณี “ร้อนแรง” และส่งผลสะเทือนร้าวลึกต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย อย่างไม่คาดฝัน
ถึงขนาด มีการมองไกลว่าทำให้นายอนุทินและภูมิใจไทย ที่กำลัง “รุ่ง” อาจ “ร่วง” ได้
จึงต้องจับตามองว่านายอภิสิทธิ์ จะใช้โอกาสทองเพื่อดึงเอาความตกต่ำทางการเมืองกลับมาได้อย่างไร
แม้อาจจะไม่ถึงขนาด กลับมามีบทบาท “นำ” แต่ก็ไม่ควรเป็นเพียงตัวประกอบ
น่าจะเบียดแทรกขึ้นติด 1 ใน 4 ขั้วการเมืองที่มีบทบาทในฐานะ “ขั้วอนุรักษนิยมใหม่”
ซึ่งก็ต้องติดตามว่า นายอภิสิทธิ์ จะเปิดฟ้าใหม่ได้มากเพียงใด
กระนั้นแม้นายอภิสิทธิ์ และประชาธิปัตย์ จะถูกประเมินว่าอยู่ในภาวะขาขึ้น
แต่ หากเมื่อเปรียบกับคู่แข่งที่ตามฟัดตามเหวี่ยงกันมานับทศวรรษ คือเพื่อไทย
โอกาสที่จะเบียดเพื่อไทย ที่ตอนนี้ ถูกจัดให้อยู่ลำดับที่ 3 ตามหลังภูมิใจไทยและพรรคประชาชน คงยาก
เพราะเพื่อไทยเอง ก็ได้ประโยชน์จากการที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย หัวคะมำ เช่นกัน
เพียงแต่อาจไม่เต็มไม้เต็มมือเท่าใดนัก
เพราะเพื่อไทยเองก็เผชิญข้อกล่าวหา “มือเปื้อน” อยู่เช่นกัน
ทั้งในกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหามีปฏิสัมพันธ์กับก๊วนเบน สมิธ
และรวมไปถึงประเด็นสแกมเมอร์ที่พันลึกไปถึงกัมพูชา ที่อยู่เบื้องหลัง ควันสงครามของทั้งสองประเทศ
แต่พลันที่ภาพของแคนดิเดตนายกฯสมัยหน้า คือ นายอนุทิน และว่าที่แคนดิเดตนายกฯนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ปรากฏคู่กับนายเบน สมิธ ถูกปล่อยออกมา
ภาวะแคนดิเดตนายกฯ “มอมแมม” จากสีเทาก็กระจายไปทั่วปริมณฑล
ซึ่งนี่เอง ทำให้ชื่อของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ถูกโยนออกมาอย่างตั้งใจจากพรรคเพื่อไทย
ตั้งใจเพื่อหยั่งเชิงสังคมว่าจะขานรับมากเพียงใด
ทั้งในฐานะคนรุ่นใหม่ ทั้งบุคลากรที่มีคุณภาพ ทั้งการศึกษาและอาชีพ
ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมโยงตระกูลชินวัตร ที่สามารถผูกใจมวลชน และคนในพรรค ว่า “ชินวัตร” ยังสู้ต่อไป
ซึ่งหาก มีการขานรับในเชิงบวก
และเป็นโมเมนตัมที่จะดึงให้พรรคเพื่อไทยโงหัวขึ้น
ชื่อของ นายยศชนัน ที่ “ผุด” ขึ้นมาในยามนี้ ก็ชวนให้ติดตาม
สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

