สถานีคิดเลขที่ 12 : เทา-พัง-เหลื่อมล้ำ-ไร้หวัง โดย ปราปต์ บุนปาน

8.12.25 | 06:50 น.

สังคมไทยตอนนี้ “ชำรุดผุพัง” ไปในแทบทุกภาคส่วน

เริ่มจากด้านการเมือง จู่ๆ สถานการณ์ก็กลับกลายเป็นว่า นักการเมืองและชนชั้นนำระดับต้นๆ หลากหลายกลุ่ม ต่างเคยมีความสัมพันธ์ข้องเกี่ยวกับ “เบน สมิธ” กันเกือบหมด

แม้หลักฐานที่ปรากฏจะเป็นเพียงแค่ “รูปถ่าย” แม้คำชี้แจงของแต่ละฝ่ายแต่ละคนจะบอกว่าพวกตนรู้จักกับ “เบน สมิธ” อย่าง “ผิวเผิน”

แต่ปฏิเสธได้ยากว่าบรรดาคนมีอำนาจ มีชื่อเสียง มีหน้าตามีสถานะในสังคม ที่ปรากฏตัวเคียงข้าง “เบน สมิธ” ในภาพเหล่านั้น ได้ “แปดเปื้อนสีเทา” “ติดเชื้อโรคสีเทา” หรือถูกผนวกรวมเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม “เพื่อนเบน” ไปเรียบร้อยแล้ว

และไม่ง่ายนักที่จะชำระล้างมลทินให้บริสุทธิ์ผุดผ่องได้อย่างเด็ดขาดในเร็ววัน

Advertisement

มาถึงด้านกีฬา ประเทศไทยต้องรับบทเป็น “เจ้าภาพซีเกมส์” มหกรรมกีฬาของประชาคมอาเซียนในปลาย พ.ศ.2568

แน่ล่ะ พอมาถึงยุค 2025 “ซีเกมส์” อาจเป็น “อีเวนต์นานาชาติ” ที่ไม่ได้ทรงอิทธิพลเหมือนเก่า เพราะกิจกรรม “แข่งขันกีฬา” ระหว่าง “ทีมชาติ” อาจมิได้มีเสน่ห์ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ๆ ที่เข้าถึงกิจกรรมสันทนาการ-ความบันเทิงที่มีความหลากหลาย เฉพาะกลุ่ม และ “ข้ามชาติ” (เป็น “พลเมืองโลก” มากขึ้น) เยอะแยะเต็มไปหมด

หากพิจารณาในเรื่องมูลค่าทางธุรกิจแล้ว “ซีเกมส์” ก็ดูเชยกว่า ถูกกว่า “ฟอร์มูลาวัน” และ “โมโตจีพี” อย่างเทียบกันไม่ได้

ยิ่งกว่านั้น ยังเป็นเรื่องพอจะทำความเข้าใจได้ว่า การต้องเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ บ่อยครั้งมากในช่วงสองปีหลัง คงทำให้แนวทางการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2568 ต้องสะดุด เปลี่ยนแปลง งบประมาณและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหา อยู่ไม่น้อย

อย่างไรก็ตาม “ซีเกมส์ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ” ไม่ควรจะมีภาพลักษณ์ออกมาแย่ ยุ่ง วุ่นวาย ดังที่เป็นอยู่

เอาเข้าจริง สังคมไทยก็ได้ชื่อว่าเป็น “สังคมผักชีโรยหน้า” อยู่แล้ว คือไม่ว่าเนื้อหาสาระจะย่ำแย่ย่อหย่อนขนาดไหน หน้าฉากจะต้องสวยงามไว้ก่อนเสมอ แต่สิ่งที่เกิดกับ “ซีเกมส์ 2025” ก็คือความขี้เหร่ตรงหน้าฉาก แล้วลามไปถึงความบกพร่องตกหล่นตรงมาตรฐานการจัดการแข่งขัน

จนน่าตั้งคำถามว่าสังคมไทยเป็นอะไรไป?

ในด้านเศรษฐกิจ เราได้เห็นภาพสองภาพที่ตัดหรือขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

ภาพหนึ่ง ปรากฏผ่านข่าวการต่อรองระหว่าง “สหภาพ แรงงาน” กับ “นายจ้าง” ซึ่งเมื่อนำเสนอในพื้นที่ออนไลน์ก็มีคนอ่าน-คนคอมเมนต์ (ส่วนใหญ่คงเป็น “ลูกจ้าง” เช่นกัน) ที่เข้ามาแสดงความเห็นโน้มเอียงเข้าข้างนายจ้าง และต่อต้านวิพากษ์วิจารณ์ขบวนการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานด้วยกัน จนน่าประหลาดใจ

อีกภาพหนึ่ง ก็ปรากฏแนวโน้มที่ชัดเจนขึ้นในระยะหลังว่าบรรดาลูกหลานคนรวย การศึกษาสูง ภาษาอังกฤษคล่องมีความรู้เท่าทันโลกจำนวนไม่น้อย แทบไม่ได้มีความฝันในเรื่อง “การทำงาน” กันอีกแล้ว

หมายความว่าพวกเขากำลังมุ่งมั่นหาเงินจากการลงทุนประเภทต่างๆ หรือกำลังใช้ชีวิตที่วางฐานอยู่บน “ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ” แล้วพยายามหาวิธีทำให้ “ส่วนเกิน” นั้นงอกเงยต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้อง “ทำงาน” ข้องเกี่ยวกับผู้คนจำนวนเยอะๆ และไม่ได้อยากลงแรงเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมที่ล้าหลังของประเทศ ซึ่งเป็นงาน “ยาก” กว่า

ผลลัพธ์ปลายทางย่อมต้องเป็น “ความเหลื่อมล้ำ” ที่จะขยายตัวถ่างกว้างขึ้นอีก เมื่อคนจำนวนน้อยฝันจะรวยขึ้นและทำงานน้อยลง ส่วนคนจำนวนมากยังต้องทำงานหนัก ด้วยอารมณ์เดือด แค้น (โกรธเกลียดกันเอง) มากขึ้น

นี่คือตัวอย่าง “ความผุพัง” สามด้านของสังคมไทยปัจจุบันที่ลำพังแค่ “การเลือกตั้งทั่วไป 2569” อาจแก้ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้

หากต้องมีกระบวนการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบ โครงสร้าง กติกา และวิธีคิดอะไรอีกหลายอย่างหลังจากนั้นด้วย

ปราปต์ บุนปาน