สถานีคิดเลขที่ 12 : สู่หนทางยากลำบาก โดย ปราปต์ บุนปาน

15.12.25 | 06:45 น.

ทุกองคาพยพ ทุกภาคส่วน ในสังคมการเมืองไทย กำลังเคลื่อนตัวไปสู่ “หนทางยากลำบาก” ทุกสาย ทุกเส้น

ยกตัวอย่างเช่นในสมรภูมิการเลือกตั้ง ที่ใกล้เข้ามาถึง (อย่างไม่อาจหลีก-เลื่อน) ภายหลังเกิดการยุบสภา ซึ่งดูเหมือนพรรคการเมืองหลักทุกพรรคยังต้อง “ทำงานหนักมาก” กันหมด

ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมยังพุ่งไม่ถึงจุดพีคเหมือนช่วงหาเสียงเลือกตั้ง 2566 มิหนำซ้ำ คะแนนในโพลรอบล่าสุดยังลดต่ำกว่าเดิมอีกมากพอสมควร หลัง “เสียเชิงทางการเมือง” ให้แก่พรรคภูมิใจไทย จน “ดีลปลดล็อก-แก้ไขรัฐธรรมนูญ” ขั้นแรกต้องประสบความล้มเหลวลง ก่อนการคืนอำนาจให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นี่คือจุดท้าทายพรรคสีส้มว่า ต้องทำอย่างไร จึงจะสามารถแปร “อุดมการณ์” ของพรรค ให้กลายมาเป็น “ปฏิบัติการ” ที่มีสัมฤทธิผล ท่ามกลางสภาวะที่ตัวเองยังกำชัยชนะในสนามเลือกตั้งได้ไม่เด็ดขาด?

ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ยังสามารถเกาะเกี่ยวยึดโยงกันผ่าน “ศูนย์อำนาจอื่น” ซึ่งอยู่นอกเหนือจากอำนาจของราษฎรพลเมืองที่แสดงเจตจำนงผ่านบัตรลงคะแนนในคูหาเลือกตั้ง

Advertisement

ถึงอย่างนั้น พรรคการเมืองใหญ่ที่เหลือ ก็ล้วนเผชิญหน้ากับ “จุดท้าทายใหญ่ๆ” ไม่แพ้กัน

เราเห็นพรรคเพื่อไทยเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างเล็กน้อยในแง่ตัวบุคคล แต่ยังไม่เห็นแนวทางการปฏิรูปพรรค ตลอดจนเป้าหมายใหม่ๆ ในทางการเมือง ที่ชัดเจนสักเท่าใดนัก

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยก็ใช้ช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล เพื่อพิสูจน์ว่าตนเองนั้น “เก๋าเกมการเมือง” ขนาดไหน แต่มีปัญหา-ออกอาการซวนเซในการ “บริหารบ้านเมือง” เพียงใด

จึงยังเป็นคำถามใหญ่ๆ มากว่า พรรคสีน้ำเงินจะเป็น “ตัวแทนขั้วอนุรักษนิยมทั้งหมด” ได้หรือไม่ มากน้อยแค่ไหน?

ด้วยเหตุนี้ เกมการเลือกตั้งในอีกราวสองเดือนข้างหน้าจึงเต็มไปด้วยความคลุมเครือ สอดคล้องกับตัวเลขผู้ไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใด ที่ยังมีจำนวนสูงอยู่

ข้ามไปยังสมรภูมิตรงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กลายมาเป็นตัวกำหนดเกมการเมืองภายในประเทศ และเกมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ณ ปลายทศวรรษ 2560 ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

นี่ไม่ใช่แค่ “เรื่องรักชาติ” แต่เป็น “เรื่องความสูญเสีย” หรือประเทศไทยมีราคาอะไรต้องจ่ายบ้างจากศึกสงครามเหล่านี้

หากปัญหาการเจรจาต่อรองเรื่องเส้นเขตแดนยังค้างคายุ่งเหยิงไปเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าสงบลง (ส่วนการบุกยึดพนมเปญ-ล้างระบอบฮุน เซน ยิ่งเป็นเรื่องเพ้อฝัน) แต่มีทหารไทยต้องเสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ วัน นี่จะถือเป็นราคาที่แพงเกินไปหรือไม่?

ถ้าไทยกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาประชาคมนานาชาติ จากถ้อยแถลงของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” และมีแนวโน้มว่าการเจรจาต่อรองทางเศรษฐกิจที่ยังไม่ลงตัวระหว่างไทยกับสหรัฐจะยิ่งยุ่งยากขึ้นไปอีก (ประจักษ์ชัดผ่านสีหน้าของ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รมว.พาณิชย์ เมื่อค่ำวันศุกร์) นี่จะถือเป็นราคาที่แพงเกินไปหรือไม่?

ถ้าความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชายังดำเนินไปไม่จบสิ้น แต่ไม่มีมหาอำนาจรายไหน หรือองค์กรระหว่างประเทศเจ้าใด เอียงข้างไทยอย่างเด่นชัด เหลือแค่ “พวกเรา” ที่รู้สึกกันเองว่าเราเป็น “ฝ่ายถูก” (ถูกต้องและถูกกระทำก่อน)

ประเทศไทยจะยืนระยะแบบนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน และพร้อมจ่ายราคาต่างๆ ไปถึงเมื่อไหร่และเท่าไหร่?

ไม่ต้องนับรวมเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักกันดีว่า ประเทศไทยไปต่อได้ยากมากๆ ด้วย “โครงสร้างเดิมที่เป็นอยู่” แต่เมื่อการเมืองก็ยังแย่ จนสร้าง “ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง” ขึ้นมาไม่ได้ ปัญหากับเพื่อนบ้านก็รุมเร้า และยังไม่แน่ใจว่าเมืองเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคใต้จะสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติน้ำท่วมได้เมื่อใด

บ้านเมืองทุกวันนี้จึงตีบตันขมุกขมัวในทุกด้าน

ปราปต์ บุนปาน